แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อธัมมชโย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อธัมมชโย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เมื่อนักข่าว ยังชื่นชมความสงบนิ่ง ของลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย



เมื่อกี้ฟังวิทยุ100.5 
มีรายงานสดจากวัดเรา 
นักข่าวเริ่มชมพวกเราว่านิ่งมาก 
ถามอะไรก็ไม่ตอบ 
ได้แต่ทำหน้าเฉยๆ 
จนคนถามชักจะโกรธซะเองแล้วนะ

แล้วดีเจเคนโด้ก็เสริมว่า 
อันนี้จริง...
ไม่รู้วัดนี้สอนคนยังไง
ถึงได้นิ่งขนาดนี้ !!!
และทำได้เหมือนกันหมดทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน
ก็เหมือนกันโดนขนาดนี้
ก็ยังไม่โกรธเลย 
แถมชวนทำแต่บุญ 
ไม่เคยชวนทำอะไรเสียหายเลย
.............................................

โบราณเขาว่า"ดูช้างให้ดูที่หาง" ฉันใด อยากรู้ว่าอาจารย์เขาเป็นเช่นไร ก็ดูจากศิษย์ฉันนั้น

อยากรู้จริง ๆ หรือ !!!???
ความจริงก็คือ ศิษย์วัดพระธรรมกายเขาเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ใครทำเช่นไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น 

ทั้งหมดนี้เป็นการปลูกฝังคุณธรรมโดยเชื่อฟัง และเคารพในคำสั่งสอนของหลวงพ่อธัมมชโย ท่านมักจะสอนให้ลูกๆว่า

        "อย่าผูกเวร อย่าผูกโกรธ ให้เเผ่เมตตา อย่าไปคิดร้าย ให้แผ่เมตตา ทำใจใสๆ เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า ท่านสู้อย่างไรก็ให้สู้อย่างนั้น อย่าไปคิดร้าย อย่าไปทำร้าย เราจะชนะแน่นอน" 
...........................................

วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า การนิ่ง สวดมนต์และแผ่เมตตาของศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย คือ ชัยชนะที่แท้จริง 



Cr. foreword mail

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วัดพระธรรมกายอยู่เหนือความรวย !?

วัดพระธรรมกาย
อยู่เหนือความรวย ความจน ⁉️

อะไรที่เรียกว่าความรวย ???
อะไรที่เรียกว่าความจน ???


        ได้อ่านบทความนี้ จากห้องไลน์หนึ่ง ซึ่งญาติโยมกลุ่มนี้มั่นในในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย เป็นบทความที่ถ่ายทอดทัศนคติวัดรวยวัดจน 

         ใครที่อยากรู้ว่าวัดพระธรรมกายมีข่าวฉาวรายวันขนาดนี้ ทำไมยังมีคนศรัทธา !! หรืองมงาย !! มาวัดมากและยิ่งมากขึ้นสวนกระแสข่าว ทำไม ทำไม ทำไม !?

          ลองเปิดใจ ค่อยๆ อ่านในสิ่งที่หลวงพ่อธัมมชโยท่านสอนลูกๆ ขอใช้คำว่าลูก ๆ นะ เพราะเวลาที่ท่านสอนจะถ่ายทอดความเมตาออกมาด้วยทุกครั้ง

..........................................


          หลวงพ่อไม่เคยเบื่อหน่ายเพศสมณะเลย แม้แต่เพียงวันเดียวตั้งแต่บวชวันแรก เผลอประเดี๋ยวเดียว ๓๐ กว่าพรรษาแล้ว เป็นพระนี่อยู่เหนือความรวยความจนนะ พระไม่ได้คิดเรื่องรวยและก็ไม่ได้คิดเรื่องจน มันเหนือตรงนั้นไปแล้ว วัดก็เหมือนกันอยู่เหนือคำว่า วัดรวย หรือ วัดจน 
      
          " วัด" เป็นเครื่องวัดของคนเข้าวัดว่า กิเลสหรือสิ่งไม่ดีนั้นหมดไปแค่ไหน ยังเหลืออีกแค่ไหน และก็เป็นสถานที่ตักตวงบุญ เป็นแหล่งเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด มีสุคติเป็นที่ไป มีเป้าหมายคือนิพพาน เราจะมองที่ถาวรวัตถุ หรือจำนวนคนเข้าวัดว่า วัดนี้รวย วัดนี้จน ไม่ถูกนะ  
      
           วัดหลวงปู่หลวงตาในหลายๆ วัดที่ต่างจังหวัด ท่านมีแค่กุฏิหลังเล็ก ๆ มีทางจงกรม มีที่พักกลางวัน มีศาลาเอนกประสงค์ ที่ท่านทำอย่างนั้นเพราะท่านมีวัตถุประสงค์ที่จะปลีกวิเวก เพื่อให้กายสงัด ใจจะได้สงัด กิเลสมันจะได้หมดไป นั่นวัตถุประสงค์ของท่าน ไม่ใช่ท่านจนนะ ถ้าท่านจะสร้างให้ใหญ่โตท่านก็ทำได้ แต่ท่านไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างนั้น ใครมีบุญอยากได้บุญก็มาฟังธรรม ไม่มีใครมาท่านก็ปฏิบัติธรรมทำความเพียรของท่านไป มันแล้วแต่วัตถุประสงค์ 
      
           อย่างวัดใหญ่ๆหลายๆวัดโดยเฉพาะวัดพระธรรมกายที่สร้างก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ประพฤติธรรมให้สาธุชนผู้มีบุญทั้งหลายที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างไกลนัก รถวิ่งสักชั่วโมง ชั่วโมงครึ่ง ได้มาปฏิบัติธรรมรวมกัน เป็นพลังหมู่ในการปฏิบัติธรรมในการศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

           เพราะฉะนั้นจะให้ไปตากแดด ตากลม ตากฝน ก็ทำไม่ได้ เมื่อคนมาเยอะก็ต้องสร้างใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวกับรวยหรือจนเลย เพราะว่าวัด หลวงพ่อเอาไปขายไม่ได้ แล้วไม่เคยคิดจะไปขาย เลิกคิดค้าขายหรือทำมาหากินตั้งแต่บวชแล้ว บวชแล้วก็เลิก 
      



            หรือมหาธรรมกายเจดีย์ที่สร้างนี่ก็เป็นที่รวมใจให้คนนึกถึงบุญ นึกถึงพระรัตนตรัย ใจจะได้เป็นกุศล เมื่อใจเป็นกุศล เลื่อมใสในพระรัตนตรัย จะได้เป็นรหัสผ่านไปสุคติภพ วัตถุประสงค์เป็นอย่างนี้จึงสร้างให้มันใหญ่ ก็แค่นั้นเอง 
      
            เพราะฉะนั้นวัดอยู่เหนือความรวยหรือความจน ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ส่วนเมื่อเข้าใจแล้วจะไปทำบุญที่ตรงไหน มีศรัทธาตรงไหนก็ทำตรงนั้น ศรัทธาอยากสร้างโรงเรียนก็สร้างโรงเรียน ศรัทธาอยากสร้างโรงพยาบาลก็สร้างโรงพยาบาล หรือสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ซึ่งรักษาไข้ทางกาย และให้วิทยาทานพอแล้ว เราจะมาสร้างโรงพยาบาลรักษาไข้ทางใจ หรือมาสร้างโรงเรียนเป็นที่ศึกษาเรื่องความจริงของชีวิตก็มาสร้างวัด ก็แล้วแต่เรา 
      
            แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เรียงขั้นตอนของบุญที่จะได้มากมาตามลำดับ ตั้งแต่ ให้อาหารกับสัตว์เดรัจฉาน กับมนุษย์ทุศีล มนุษย์มีศีล มนุษย์เข้าถึงธรรม ถึงฌานสมาบัติ เป็นโคตรภูบุคคล เป็นพระอริยะบุคคล เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ไล่เรื่อยไปถึงสร้างถาวรวัตถุ เรียงลำดับปริมาณของบุญที่จะได้มากกว่ากัน พระองค์ก็บอกเอาไว้แล้วที่มีอยู่ในตำรับตำรา เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้วเราก็เลือกเอา แล้วแต่ใจของเราจะไขว่คว้าเอา 
      
            เพราะฉะนั้นวัดอยู่เหนือความรวยความจน ดังนั้นถ้าใครยังคิดว่าวัดนั้นรวย วัดนั้นจนล่ะก็เลิกคิดได้แล้ว เดี๋ยวนี้เขาอยู่ในยุคคิดใหม่ คิดผิดคิดใหม่ได้ แต่คิดใหม่อย่าให้มันผิด คิดให้ถูกนะจ๊ะ ให้คิดตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์สอนให้คิดนั่นแหละ 

วันจันทร์ที่ ๖ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 
( เล่มที่ ๑๓ หน้า ๒ - ๓)
-----------------
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนา 
พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รู้แล้วความจริง !!! ไพบูลย์รู้จาก..วงในว่าอัยการเชื่อหลวงพ่อไม่ผิด เลยออกมาชี้นำเพื่อดักทาง



...ยิ่งกว่ามารผจญ..เขาเรียกว่าอาฆาตจองเวร..

...หลังจากที่ข่าวรองอธิบดี ดีเอสไอ..ที่ดูแลคดีหลวงพ่อธัมมชโยถูกย้ายข้ามห้วย..

วันนี้สื่อระดับหาคนอ่านยาก สุ่มหัวกับคนไร้ค่า 
ออกมาตีปลาหน้าไซร์..แทงกั๊กไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด แบบชี้นำยิ่งกว่าเจ้านายกับบ่าว..ว่า...

7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 นี้ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษคนใหม่ที่รับตำแหน่งเดือนตุลาคมนี้ น่าจะฟ้องหลวงพ่อธัมมชโยแน่นอน

ไพบูลย์ นิติตะวัน..เป็นใครถึงกล้ามาชี้นำอัยการแบบนี้

อัยการถ้าฟ้องตามคำชี้นำของนายไพบูลย์ต่อไปก็ยุบสำนักงานอัยการแล้วตั้งสำนักไพบูลย์คอยสั่งคดี..จะเข้าท่าเลย

นายไพบูลย์ออกมาชี้นำแบบนี้..ข่าววงในแจ้งว่าเพราะนายไพบูลย์รู้ว่าอัยการพิจารณาแล้วเชื่อว่าหลวงพ่อไม่ผิด ไม่สามารถฟ้องได้ เลยออกมาชี้นำเพื่อดักทาง

ทนายในฐานะนักกฏหมายเห็นว่า..นายไพบูลย์ก้าวล่วงอำนาจของอัยการแล้ว..ขนาดตำรวจ..ผู้พิพากษา.ยังไม่ก้าวล่วงอำนาจของอัยการ.ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน...

แต่นายไพบูลย์......เป็นใคร มีอำนาจตามกฏหมายใด ถึงกล้าแถลงข่าวชี้นำอัยการแบบนี้...

ทนายเชื่อว่า 7 พฤศจิกายนนี้. คดีหลวงพ่อธัมมชโย คงเลื่อนการสั่งคดีออกไปก่อน...เพราะอาจจะต้องดูทิศทางลม...ที่อาจจะหวนกลับพัดพาเอาความเย็น..ความสงบกลับคืนสู่วัดพระธรรมกายก็เป็นได้....

ทนายนิทัศน์  ประเสริฐเนติกุล.
พฤ 3 พ.ย 59...17.12น.


Cr. ทนายนิทัศน์  ประเสริฐเนติกุล

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แถลงข่าวฉบับพิเศษจากวัดพระธรรมกายในวันอาสาฬหบูชา

แถลงข่าวเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก (เนื่องในวันอาสาฬหบูชา 19 กรกฎาคม พ.ศ.2559)


"หลวงพ่อธัมมชโย" เชิญชวนคณะศิษยานุศิษย์ "สวดธัมมจักกัปปวัตตสูตร 1 ล้านจบ" ภายในพรรษานี้

        “วันอาสาฬหบูชา” คือ วันเพ็ญเดือนแปด เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระปฐมเทศนา คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์
ทำให้พระโกญทัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบันและขอออกบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ทำให้พระรัตนตรัยครบ 3 ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

       “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” มีเนื้อหาหลักคือ การหลีกเลี่ยงจากทางสุดโต่งทั้ง 2 ข้าง คือ การเพลิดเพลินในกามสุข และการทรมานตนเอง แต่ให้ปฏิบัติตามทางสายกลาง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 และอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นแม่บทในการปฏิบัติสู่ความหลุดพ้นในพระพุทธศาสนา

        นับแต่ “วันอาสาฬหบูชา” นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงเผยแพร่คำสอนไปสู่ชาวโลกอย่างกว้างขวาง “เครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก” จึงเห็นด้วยที่สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติครั้งที่ 1 ได้ประชุม ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2559 และได้เสนอให้ “วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ และขอให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจกัน เผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าสู่ประชาชนและเยาวชนอย่างจริงจัง เพื่อศีลธรรมจะได้กลับสู่สังคมไทย บ้านเมืองจะได้สงบร่มเย็น ผู้คนมีศีล 5 เป็นพื้นฐานตามนโยบายของมหาเถรสมาคม

       เนื่องใน “วันอาสาฬหบูชา” นี้ พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) แม้ยังมีอาการอาพาธ อยู่ระหว่างการพักรักษาสุขภาพตามคำแนะนำของคณะแพทย์ แต่ด้วยความที่ท่านปรารถนาให้ชาวโลกเข้าถึงธรรมะแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงเมตตาให้โอวาทแก่คณะศิษยานุศิษย์ ในวาระโอกาสเข้าพรรษา ดังนี้ “ หลวงพ่ออยากให้ทุกคนร่วมกัน สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 1 ล้านจบ ภายในพรรษานี้

        ถ้าทำได้ลูกทุกคนจะปลื้ม สวดกันต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ให้สวดอย่างสมัครใจ ปลื้มใจ เรื่องนี้สำคัญมาก เรามาเกิดก็เพื่อมาสร้างบารมี ซึ่งที่เจดีย์ตรงนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้สวดจะมีสายบุญเชื่อมกับพระพุทธเจ้าทั้งล้านพระองค์เลย

       และยิ่งชักชวนมาสวดกันเยอะๆ บุญก็เกิดกับคนที่ไปชักชวนด้วย แต่ต้องให้อยู่บริเวณเจดีย์นะ ตรงวิหารคด และถ้าเห็นเจดีย์ได้จะยิ่งดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ตรงไหนของเจดีย์ ก็ได้ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระสูตรนี้กว่าจะได้มา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องสร้างบารมียาวนานถึง 20 อสงไขยแสนมหากัป สละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พอสละชีวิตเพื่อความดีครั้งหนึ่ง จิตจะถูกยกระดับ สละชีวิตเพื่อจิตที่บริสุทธิ์ จิตจึงถูกยกระดับให้สูงขึ้น

        เหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมารของเรา สละชีวิตเพื่อความดี ปักใจมั่นในการปฏิบัติธรรม...ถ้าไม่ได้ตายเถอะ เพื่อที่จะ บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บรรลุ จิตก็ถูกยกระดับให้สูงขึ้น ให้บริสุทธิ์ขึ้น พอจิตตกศูนย์ก็เห็นดวงธรรมภายใน

       พระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ สำคัญมาก ไปบูชาที่ตรงนั้น จิตจะถูกยกระดับ เหมือนเราไปเชื่อมสายบุญกับพระพุทธเจ้าล้านพระองค์ จุดที่เจดีย์เป็นจุดที่สว่างที่สุด เพราะฉะนั้น จึงใช้คำว่าสำคัญมาก

       ขอให้พรรษานี้เป็นพรรษาแห่งการเข้ากะ หมุนเวียนกันมาสวดมนต์ปฏิบัติธรรม อยู่ในกระแสธารแห่งบุญ เราต้องปลื้ม ถ้าเราไปสวด 1 จบ ก็ได้สายบุญล้านพระองค์ ถ้า 2 จบ ก็คูณสอง พูดไปยังขนลุกเลย สำคัญนะ การบูชาเราต้องบูชาทุกวัน พออามิสบูชาแล้ว ก็มาปฏิบัติบูชา ได้ทั้ง 2 บูชา ทั้งอามิสบูชา และปฏิบัติบูชา พรรษานี้นะ

       ถ้าลูกทุกคนทำได้จะเป็นอัศจรรย์เลย ลูกทุกคนก็จะได้บุญทั้งโลกียทรัพย์ และอริยทรัพย์

อนุโมทนาบุญกับลูกๆ ทุกรูป ทุกคน ”

****************************
นายองอาจ ธรรมนิทา
 โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย







วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แถลงข่าวคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ประจำวันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2559

แถลงข่าวคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ประจำวันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2559


แถลงข่าวคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย

ประจำวันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2559
ณ ห้อง Studio สถานีวิทยุโทรทัศน์ DMC สำนักสื่อ DMC วัดพระธรรมกาย



สืบเนื่องจากเนื้อหาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทาง สื่ออิเลคทรอนิกส์ ของหนังสือพิมพ์โพสทูเดย์  ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559 (http://www.posttoday.com/analysis/interview/435698) โดยได้นำบทสัมภาษณ์พิเศษของ “พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพยอม)” ในหัวข้อ“พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง และส่งทหารปิดล้อม”

ขอเรียนชี้แจงว่า “คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้รับการสั่งสอนอบรมจากพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย) เสมอๆ ว่า พระภิกษุทุกๆ รูป ล้วนเป็นผู้สืบทอดพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย ที่คณะศิษย์ทุกๆ คนย่อมต้องให้ความเคารพกราบไหว้ การแสดงออกทางกาย  วาจา ใจที่ไม่สมควรต่อพระภิกษุ ย่อมเป็นสิ่งที่คณะศิษย์ถูกพร่ำสอนมาว่า ไม่พึงกระทำ ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์  วัดพระธรรมกาย พึงระลึกนึกถึงคำสอนนี้ของครูบาอาจารย์ ไว้เป็นคติประจำใจเสมอๆ เนื้อหาต่างๆ ที่พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพะยอม) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ซึ่งอาจจะไม่ตรงไปตามความเป็นจริงทั้งหมดก็เป็นได้นั้น ทางคณะศิษย์ฯ มิได้มีเจตนาที่กระทำการหักล้างโดยไม่เคารพต่อพระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพะยอม) ในฐานะพระภิกษุรูปหนึ่งแต่ประการใด แต่ที่กระทำไปเพื่อหวังประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาโดยรวมทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพราะการที่พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพยอม) ได้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออกมาเช่นนี้ ทางคณะศิษย์ฯ เกรงว่า ท่านอาจจะได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความเข้าใจผิด สร้างความเสื่อมเสียให้กับพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย), วัดพระธรรมกาย และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งข้อมูลบางส่วน ได้ไปพาดพิงถึงพระภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบ เป็นบุคคลที่ชาวพุทธต่างให้ความเคารพบูชา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย อาจทำให้คณะศิษย์ฯ ของครูบาอาจารย์รูปอื่นๆ เกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่ความแตกแยกของหมู่มวลชาวพุทธอีกด้วย”

พร้อมกันนี้ ขอชี้แจงแต่ละประเด็นว่า
·       เนื้อหาส่วนแรกกล่าวถึงวัดพระธรรมกายว่า มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การกระทำของคณะศิษย์ฯ เป็นเพียงการรักษาหน้าตา และผลประโยชน์ ทางคณะศิษย์ฯ ขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่า นี่เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเพราะวัดพระธรรมกายได้ประกาศเจตนารมณ์ของทางวัดอย่างชัดเจนว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง แม้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรม จะมีบทบาทผู้นำทางการเมือง หรือผู้สนใจการเมืองฝ่ายไหนมาก่อนก็ตาม เมื่อมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายก็สามารถปฏิบัติธรรมรวมกันได้ตามหลัก สงบ สันติ อหิงสา โดยไม่มีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่วัดพระธรรมกาย
     
เนื้อหาต่อมากล่าวถึงเรื่องการดำเนินการเข้าจับกุมที่มีการเจรจาต่อรองหรือข้อแลกเปลี่ยนนั้น ทางคณะศิษย์ฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ท่านให้ความเคารพกฎหมาย และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย เพียงแต่ในเวลานี้ ท่านยังคงอาพาธ และพักรักษาตัวอยู่ในวัดพระธรรมกาย ไม่ได้มีการต่อรองข้อแลกเปลี่ยนใดๆ

  เนื้อหาในส่วนถัดมา ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญยิ่ง เพราะ หลวงพ่อพะยอม ได้กล่าวว่า หลวงพ่อธัมมชโย พูดถึง พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสองรูปที่มรณภาพไปแล้ว ว่าไปอยู่ในภพภูมิที่ไม่สมควร ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ ทางคณะศิษย์ฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย หลวงพ่อธัมมชโย ไม่เคยกล่าวถึงพระภิกษุ ทั้งสองรูปนี้เช่นนี้เลย ไม่ว่าที่ไหนเวลาใดก็ตาม คำกล่าวเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความศรัทธา   และเกิดความแตกแยกของชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง

 เนื้อหาในส่วนสุดท้าย ที่พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพยอม) ให้สัมภาษณ์พาดพิงคณะศิษย์ฯ ว่ากำลังปกป้องพระศาสนา หรือ กำลังรักษาหน้าตา ทางคณะศิษย์ฯ ขอยืนยันอีกครั้งด้วยความเคารพว่า  ทางคณะศิษย์ฯ ได้กระทำการทุกสิ่งอย่างนั้น เพื่อเป็นการรักษาความจริง ซึ่งเป็นหลักสำคัญ  ของพระพุทธศาสนา ที่จะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย อีกทั้งป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชาวพุทธต่อผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จนี้ ทั้งนี้ ด้วยเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และความศรัทธาโดยรวมของชาวพุทธหมู่มาก   
   

“วัดพระธรรมกาย” เป็นวัดในพระพุทธศาสนา “ไม่ใช่รัฐอิสระ”!!!
กรณีที่สื่อมวลชนฉบับหนึ่ง พยายามสร้างข่าวว่า “วัดพระธรรมกายเป็นรัฐอิสระ” เป็นรัฐซ้อนรัฐ ที่ไม่มีใครแตะต้องได้นั้น คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
·       ประการแรก การก่อตั้งวัดขึ้นในประเทศไทยนั้น ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตราที่ 31 นั้น วัดจะเป็นวัดที่สมบูรณ์ได้ จะต้องได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
·       ประการที่สอง “วัดพระธรรมกาย” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2522 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 96 ตอนที่ 15 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522
·       ประการที่สาม วัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 33,902 วัด ทุกวัดเป็นวัดที่สมบูรณ์ได้ เพราะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทั้งสิ้น
ดังนั้น จากเหตุผลทั้งสามประการนี้ “วัดพระธรรมกาย” จึงเป็นวัดที่สร้างขึ้นอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับ 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายสงฆ์ที่ประกาศใช้อยู่ในราชอาณาจักรไทยทุกประการ
คำกล่าวหาว่าวัดพระธรรมกายว่าเป็น “รัฐอิสระ” เป็น “รัฐซ้อนรัฐ” นั้น จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไร้หลักฐาน  อันอาจทำให้เกิดความหวาดระแวงและเข้าใจผิด จนนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้าย ถึงขั้นยกเลิกคำสั่ง ห้ามใช้มาตรการรุนแรง และอนุมัติให้ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ภายในวัดอย่างสงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธ

คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จึงมีความเห็นว่าการสร้างข่าวใส่ร้ายว่า “วัดพระธรรมกาย เป็นรัฐอิสระ”นั้น อาจมีเจตนาเพื่อจะให้รัฐบาลและประชาชนเข้าใจผิดว่าประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย  เป็นผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน เป็นกบฏอาญาแผ่นดิน ถือว่าเป็นการใส่ร้ายอย่างรุนแรง ถือเป็นการผิดจริยธรรมของความเป็นสื่อมวลชนหรือไม่? เป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิงหรือไม่? หรือมีวัตถุประสงค์ถึงขั้นกุข่าวยุยงปลุกปั่นใส่ร้าย หวังให้รัฐบาลอนุมัติคำสั่งปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์หรือไม่? 
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จึงใคร่ขอวิงวอนคณะรัฐบาลโปรดให้ความเป็นธรรมและให้การคุ้มครองพระภิกษุ สามเณร ประชาชนอีกนับหมื่นนับแสนชีวิต จากการอาจถูกกล่าวหาให้ตกอยู่ในฐานะ “ผู้ร้ายแบ่งแยกดินแดน” อย่างไม่เป็นธรรมจากการกระทำของสื่อมวลชนบางสำนักในครั้งนี้จะด้วยจงใจไม่จงใจในครั้งนี้ด้วย

ชี้แจงข้อแท้จริงกรณีภาพพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)...
สืบเนื่องจากการแถลงข่าวในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 คณะศิษยานุศิษย์ฯ ได้นำภาพ พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ขณะเข้ารับการรักษาอาการอาพาธในปี พ.ศ.2542 มาใช้ประกอบการแถลงข่าวเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วถูกแพทย์บางคนจับผิดว่า มีการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่ถูกต้องตามลักษณะการใช้งาน จึงใช้สื่อสังคมออนไลน์กระจายข่าวโจมตีพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ที่ทำการรักษา ว่าจัดฉากหลอกลวงเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาพาธ นั้น
ขอเรียนชี้แจงดังนี้
·ภาพที่แพทย์บางท่านกล่าวหาว่าจัดฉากนั้น เป็นเหตุการณ์ขณะพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เข้ารับรักษาอาการอาพาธ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ในปี พ.ศ. 2542 หรือเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ไม่ใช่ภาพปัจจุบัน
·ประเด็นที่ว่า เครื่องช่วยหายใจสีเขียวในภาพ ที่เรียกกันว่า Bird Ventilator หรือ Bird  ซึ่งเป็นเครื่องช่วยหายใจรุ่นเก่า ต้องใช้กับท่อหายใจเท่านั้น จะใช้กับหน้ากากอย่างที่เห็นในภาพไม่ได้ เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ดัดแปลงเครื่องช่วยหายใจสีเขียว Bird ให้สามารถใช้กับหน้ากากตามที่เห็นในภาพ เพื่อเป็นการช่วยแรงดันบวก ขณะหายใจ
·หากตรวจสอบข้อมูลให้ดี จะพบว่าเหตุการณ์ในภาพเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การจัดฉาก การที่คณะศิษย์ฯ นำภาพนี้มาใช้ก็เพื่อแสดงถึงเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้อง              กับเนื้อข่าวที่แถลง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสภาพการรักษาพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ในปัจจุบัน อีกทั้งการดัดแปลงเครื่องช่วยหายใจก็เป็นการจัดการของโรงพยาบาลกรุงเทพ ไม่เกี่ยวกับพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ที่ทำการรักษาในปัจจุบัน แม้แต่น้อย
·การกล่าวหาและชี้นำสังคมโดยไม่ศึกษาข้อมูลและรายละเอียดในกรณีนี้  ทำให้แพทย์ผู้ทำการรักษาเสื่อมเสียชื่อเสียง โดนดูถูกเกลียดชังจากสาธารณชน ซึ่งถือเป็นการละเมิดจริยธรรมแพทย์อย่างชัดเจน ตามจรรยาบรรณของแพทย์หมวด 5 เรื่องการปฏิบัติต่อผู้ร่วมวิชาชีพ ดังนี้ ข้อ 30 ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรมพึงยกย่องให้เกียรติเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน, ข้อ 31  ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ทับถมให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งกัน
· ขณะนี้ทีมกฎหมายของคณะศิษย์ฯ กำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการให้ความเห็นในทางดูหมิ่น เหยียดหยามบนพื้นที่สาธารณะของแพทย์บางท่านเหล่านั้น  โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากพบว่า ผู้ใดทำไปโดยมีเจตนาให้ร้าย จะดำเนินการยื่นร้องเรียนด้านจริยธรรมต่อแพทยสภาต่อไป
·คณะศิษย์ฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่า พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) มีอาการอาพาธจริง และขอเรียกร้องให้ทุกท่านที่กล่าวหาว่ามีการจัดฉาก แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลบข้อความของท่านออกให้หมด พร้อมทั้งออกมาขอโทษต่อพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ผู้ทำการรักษา พร้อมทั้งขอความกรุณาให้ตรวจสอบความจริงอย่างละเอียดก่อนวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เพราะการกล่าวหาโดยไม่วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และการดูถูก เกลียดชังต่อวัดพระธรรมกาย พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างกว้างขวางทั้งในวงการแพทย์และประชาชนทั่วไป

กรณีข้อความเท็จผ่านทวิตเตอร์ของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล
มีใจความสำคัญว่า “...วัดพระธรรมกายมีลักษณะเป็นนิกายต่างหากสำหรับศาสนาพุทธในประเทศไทย ย่อมมีเสรีภาพที่จะกำหนดลัทธิความเชื่อของตนที่ต่างไปจากนิกายเถรวาทของไทยได้  มีความจำเป็นแล้วที่ คสช. จะต้องแก้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้นิยามคำว่า คณะสงฆ์ เถรวาท มหานิกาย ธรรมยุตินิกายธรรมกาย ฯลฯ ใหม่ให้ชัดเจน...
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จึงขอชี้แจงว่า วัดพระธรรมกายเป็นวัดในพระพุทธศาสนา   เถรวาท สังกัดมหานิกาย ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม มีการก่อตั้งวัดถูกต้อง                     ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535  มีกิจกรรม และพิธีกรรมทางศาสนาตามแบบแผนปฏิบัติ     และมีหลักคำสอนถูกต้อง ตรงตามพระไตรปิฎกเช่นเดียวกับวัดทั่วไป คือ มุ่งศึกษาเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา     ตามหลักไตรสิกขา แบบพระพุทธศาสนาเถรวาททุกประการ มิใช่ลัทธิความเชื่ออื่นหรือนิกายอื่น         แต่อย่างใด
การโพสต์ข้อความดังกล่าวของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ว่าด้วยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการใส่ร้ายวัดพระธรรมกาย สร้างความเสียหายให้แก่วัดพระธรรมกาย และกระทบต่อจิตใจคณะศิษย์ฯ เป็นอย่างมาก

ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการแถลงของชาวพุทธที่ร่วมเวทีการแถลง
ความในใจของชาวพุทธ “ทนายพัฐจักร เทพษร”
...ผู้มีศรัทธาทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ผมในฐานะพุทธศาสนิกชนและนักกฎหมายคนหนึ่ง ขออนุญาตอธิบายความกรณีที่ผมเป็นผู้หนึ่งที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “พระพุทธอิสระ” ดังต่อไปนี้
ตามหลักกฎหมาย การกระทำของ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “พระพุทธอิสระ” นั้นเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาโดยเห็นว่าทั้งสองมีพฤติกรรมที่ละเมิดกฏหมาย พรบ.สงฆ์ มาตรา 44 ทวิ ,44 ตรี และ มาตรา 14 ใน พรบ.คอมพิวเตอร์ เพราะ 1) เป็นการดูหมิ่นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนประมุขสงฆ์อันสูงสุด อยู่ในฐานะพึงควรเคารพสักการะ  และ 2) เป็นพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดความแตกแยก เสื่อมสามัคคีแก่คณะสงฆ์ ซึ่งแม้ในทางกฎแห่งกรรม ก็ถือเป็นกรรมอันหนัก หรือ อนันตริยกรรม
ตามหน้าที่แห่งพุทธศาสนิกชน ส่วนตัวผมแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลทั้งสองนี้ เพราะมิอาจทนเห็นพฤติกรรมข้างต้นที่บุคคลทั้งสอง ดูหมิ่น จาบจ้วง สมเด็จพระราชาคณะชั้นสูง ผู้เปรียบเสมือนเป็นผู้ปกครองสูงสุดของสงฆ์ทั้งแผ่นดินไทย และยิ่งมิอาจทนเห็นการสร้างความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์ อันอาจเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาต้องเสื่อมความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ดังนั้น เหตุผลเบื้องต้นเป็นเหตุผลส่วนตัวของผมที่ออกมาแจ้งข้อกล่าวหาแก่ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “พระพุทธอิสระ” ด้วยความเคารพรัก และความห่วงใยในพระพุทธศาสนา โดยไม่มีจิตคิดกลั่นแกล้ง หรือทำตามขบวนการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝงทั้งสิ้น ทุกอย่างทำไปเพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาโดยรวมในฐานะชาวพุทธด้วยความบริสุทธิ์ใจ

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คุยคดี "หลวงพ่อธัมมชโย" Dog & Cat (ฉ.การ์ตูน)














เพิ่มคำอธิบายภาพ

ขั้นตอนการออกหมายจับ


ขาดหมายค้นไง

หมายค้น

ต้องมีหมายค้นถึงจะครบสูตร

หมายจับทำงานได้










ขอบคุณที่มา คลิ๊ก
เพจ พิทักษ์หลวงพ่อด้วยชีวิต


 สรุปคดีของหลวงพ่อธัมมชโย เป็นคดีอาญา ซึ่งกระบวนการมี 7 ข้อ

1. กล่าวโทษ (โดยบุคคลที่ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง)
2. พนักงาน DSI รวบรวมหลักฐาน และฟันธงว่า หลวงพ่อธัมมชโยผิด
3. มีหมายเรียกให้รับข้อกล่าวหา เพื่อให้เป็น "ผู้ต้องหา" ในคดีอาญา (ถ้าแจ้งข้อกล่าวหาได้แล้ว)
4. DSI รวบรวมหลักฐานสรุปสำนวน ส่งให้อัยการ
5. อัยการตรวจสำเนา
6. สั่งไม่ฟ้องก็จบ แต่ถ้าศาลรับฟ้องไปข้อ 7
7. ศาลชี้ไม่ผิด ก็จบ แต่ถ้าศาลชี้ผิด ไปศาลอุธรณ์ ไปต่อศาลฏีกา จบ

ตอนนี้อยู่ใน ขั้นตอนที่ 3 แม้จะออกหมายจับ แต่หลวงพ่อธัมมชโยก็ยังไม่ได้รับทราบข้อกล่าวหาในคดีนี้