แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดพระธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดพระธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

“พระหล่อ-เพลงเด็ด” เมื่อธรรมกายมาเหนือ รัฐจะแก้เกมส์อย่างไร?

“พระหล่อ-เพลงเด็ด” 
เมื่อธรรมกายมาเหนือ รัฐจะแก้เกมส์อย่างไร?




ดุเด็ดเผ็ดมันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ 

กับมหกรรมปิดล้อมวัดธรรมกาย 
ศัตรูหมายเลข 1 
ของรัฐบาลในขณะนี้ 

ด้วยตัวท่านผู้นำเองก็มุ่งมั่นจะล้มให้ได้ งัดไม้ตายสารพัดมากำจัด ทั้ง ม.44 ที่ใครต่อใครก็กลัวหนักกลัวหนา การใช้ทหาร ตำรวจ DSI วันละ 5,000 นายปิดล้อมวัด สกัดทางเข้าออก ปิดกั้นเสบียง ตัดสัญญาณมือถือ ตัดอินเตอร์เน็ต เอาเฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฯลฯ 



แต่วัดธรรมกายก็ยังไม่ตาย 
แถมมิวายยิ่งตียิ่งดัง 


ซึ่งล่าสุดงัดกลยุทธ์ประชานิยม 
“พระหล่อ-เพลงเด็ด” มาสู้ 
จากคนที่เบื่อข่าวธรรมกายไม่ตายสักที 
กลายเป็นคึกคักโยกเป็นจังหวะ 
พร้อมส่ง"มินิฮาร์ท"
ให้ธรรมกายกันยกใหญ่



 ทั้งหมดนี้ไม่เรียกว่า “มาเหนือ” 
แล้วจะเรียกอะไร ? 

ในยุคโลก 4G ที่มีโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอยู่ทุกส่วนของชีวิต เป็นยุคที่ใครจะสร้างคอนเทนต์และเผยแพร่ผ่านช่องทางของตัวเองอย่างไรก็ได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว งานนี้เลยไม่แปลกหากศิษย์ธรรมกายที่มีเป็นแสนเป็นล้านจะขยันสร้างคอนเทนต์โต้ตอบทีมเอเจนซี่ของรัฐบาล ทั้งในรูปแบบการ์ด ข้อความ บทความ จนมาล่าสุดเป็นมิวสิควีดีโอ งานนี้รัฐอาจคิดว่าตัดเน็ตในวัดธรรมกายแล้วเขาน่าจะอยู่เงียบๆ ได้ แต่อย่าลืมว่าศิษย์ธรรมกายอยู่ในวัดแค่หลักหมื่น ส่วนอีกหลักแสนคนอยู่นอกวัด ที่สำคัญคือ มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นลูกศิษย์วัดนี้ 



การโต้ตอบของวัดธรรมกายมีวิวัฒนาการการสู้รบแบบคาดไม่ถึง ตั้งแต่วิธีการตั้งม็อบสวดมนต์ เรียกว่าทหารตำรวจจะยืนล้อมอย่างไร ชาวธรรมกายก็นั่งสวดมนต์ นี่แหละคือความน่ากลัว ที่น่ากลัวเพราะมันนิ่ง จนเดาทางไม่ออก ถ้าเป็นม็อบอื่น ดูการเคลื่อนไหวของแกนนำ ดูคำพูดเจราจาปราศรัย เดี๋ยวก็รู้ว่าจะทำอะไรกันต่อไป แม้มีการใช้ปฏิบัติการจิตวิทยาเข้ามาพูดเกลี่ยกล่อม ชาวธรรมกายก็ทำหูทวนลม ปากก็สวดมนต์ต่อไป




นี่แหละธรรมกาย งัดแม่ไม้ “นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว” สวดมนต์จิตผ่องใส จนตำรวจทหารที่มาเฝ้าวัดพากันบ่นอุบว่าโดนเสียงสวดมนต์หลอกหลอนจนกลับไปนอนยังฝันถึง 

งานนี้ฝ่ายเอเจนซี่ของรัฐบาลเลยอดได้ภาพการกระทำรุนแรงของพระคุณเจ้าไป เพราะพระไม่ยอมเล่นไม้แข็งด้วย

แม้จะมีเหตุการณ์ปะทะกันอยู่วันหนึ่ง 
ฝ่ายรัฐบาลก็เสียเปรียบอีก 
เพราะมีภาพปรากฏชัด
ว่าทำพระบาดเจ็บ
ทำญาติโยมเขาซี่โครงหัก 

เกมส์นี้เป็นอันแพ้ไป



เหตุการณ์ต่อมามีลุงสูงวัยปีนเสาขู่จะฆ่าตัวตาย หากไม่ยกเลิกม.44 ก่อน 3 ทุ่ม และในที่สุดลุงก็ปลิดชีวิตตนเองด้วยการผูกคอ 


กลายเป็นศพแรกที่สังเวย ม.44
ทำเอารัฐบาลต้องออกแก้วุ่นวาย
ว่าไม่ได้ตายเพราะม.44 



ที่พลาดท่าสุดคือเรื่องราวการตายของผู้ช่วยพยาบาลที่ทีมกู้ชีพติดด่านจนไปช่วยชีวิตไม่ทัน งานนี้ชาวธรรมกายส่งภาพแคปเจอร์หน้าจอไลน์ที่ผู้ตายพิมพ์ค้างไว้ ว่อนไปทั่วโลก จนไปถึงมือนักข่าวให้เผยแพร่กันทุกสำนัก 

รัฐบาลซึ่งแถลงข่าวทีหลัง
ยังกล่าวยันด้วยตัวเลข
ตายมาแล้ว 5 ชั่วโมง 


ทำเอาศิษย์วัดของขึ้น
กล่าวหารัฐว่าทำร้ายได้แม้กระทั่งคนตายแล้ว 
และผลสรุปตอนท้ายฝ่ายวัดธรรมกายถูกต้อง 





มาล่าสุด ปิดปากพระสนิทวงศ์
 พระเซเลปนักแถลงข่าวแบบ official ของวัดได้


........................

 ทำให้ธรรมกายต้องส่งตัวแทนคนใหม่มา ผู้สื่อข่าวหญิงเห็นหน้าก็ขอให้พระทำท่ามินิฮาร์ทให้หน่อย พอพระทำพร้อมโปรยยิ้ม นักข่าวสาวกรี๊ดกันยกใหญ่ 


แม้ในโลกโซเชี่ยลก็ตั้งฉายา 

“พระโอปป้า” 
ถามว่ารู้ไหมพระแถลงอะไร 
ตอบไม่รู้ รู้แต่พระหล่อ


ผลงานชิ้นโบว์แดงสุดท้าย ณ ขณะนี้ คือ การต่อสู้ด้วยบทเพลงที่ดังเพียงชั่วข้ามคืน “ฉันก็รักวัดของฉัน” ซึ่งดัดแปลงมาจากเพลงประกอบละครสามีตีตราอันโด่งดังของนักร้องดูโอ้ นิว-จิ๋ว 



เพลงนี้โดยต้นทุนเดิมเนื้อหาก็แรงจนสะเทือนไตอยู่แล้ว มาแปลงสารส่งอินเนอร์สะท้อนหัวใจชาวธรรมกายในขณะนี้อีก ยิ่งได้คะแนนน่าสงสาร เอาว่าแม้จะเกลียดวัดนี้แค่ไหน แต่ก็เห็นใจเขา เขาจะนับถือของเขา เขาผิดด้วยหรือ ? 

แต่ศึกนี้ยังไม่จบ ทั้งรัฐบาลและธรรมกายจะหยิบไม้เด็ดอะไรมาใช้ในการแย่งพื้นที่ข่าวสาร ช่างเป็นสิ่งที่น่าติดตาม และล้วนเป็นเคส สตัดดี้ที่น่าศึกษาทั้งสิ้น



และหวังใจลึกๆว่าหนังเรื่องนี้

จะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง





*************

   Cr. อาชัญ
8 มีนาคม 60

วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560

โมเมนต์น่ารัก "เณรน้อยวัดพระธรรมกาย" แจกลูกอม "พี่ทหาร" รักกันนะครับ อดทนนะครับ


   บรรยากาศในวันพระธรรมกายหลังจากถูกรัฐบาล คสช. ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ ตามอำนาจ ม.44  วันนี้ (อาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2560) เป็นวันที่ 18 แล้ว เป็นภาพที่เจนตาที่เราจะเห็นพี่ๆ ตำรวจและทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามประตูต่างๆ  เราก็ร้อน พี่ทหารเค้าก็คงร้อนเหมือนเรา โมเมนท์หนึ่งที่อยากนำเสนอ คือความน่ารักใสๆ ของน้องสามเณรที่ตลาดกลางคลองหลวง ตรงข้ามกับวัดพระธรรมกาย เมื่อเข้าพื้นที่วัดไม่ได้ สามเณรจึงทำแบบนี้




 #เด็กก็คือเด็ก แต่ความเป็นเด็ก ที่ทำให้เกิดโมเมนท์น่ารักๆ น่าชื่นชม นั่นคือนำลูกอมฮาร์ทบีท พร้อมข้อความขอคืนดี ที่น้องสามเณรเขียนด้วยรายมือตัวเอง


 "โยมพี่ครับ อดทนนะครับ 
ดีกันนะครับ   รักกันนะครับ 
สู้ๆ ครับ" 
ป.ล. จากเณรน้อย





ทำให้นึกถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องสังคหวัตถุ 4 หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันประกอบด้วย ทาน  ปิยวาจา  อัตถจริยา  และ สมานัตตตา

       1.ทาน คือการให้ เราจะเห็นว่าหลักธรรมหลายข้อของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะขึ้นต้นด้วย “ทาน” เพราะเราทุกคนล้วนมีกิเลส ซึ่งกิเลสตัวแรกที่มักจะเจอคือ ความอยากได้ เมื่ออยากได้ก็เกิดความไม่อยากให้ ดังนั้น ทานจึงมักอยู่เป็นข้อเบื้องต้นในหลักธรรมต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่ร่วมกัน

    
       2. ปิยวาจา การพูดวาจาที่ไพเราะ ฟังแล้วเกิดความชื่นใจ เบิกบานใจ เช่นเราศึกษาธรรมะได้ข้อคิดดีๆ ก็นำสิ่งเหล่านี้ไปบอกคนที่เรารัก คนที่เรารู้จัก เป็นต้น สิ่งที่เราจะพูดนั้นต้องเป็นเรื่องจริง เป็นคำสุภาพ ไพเราะนิ่มนวล พูดออกไปแล้วเกิดประโยชน์ เวลาพูดก็ต้องพูดด้วยจิตที่มีเมตตา เช่นว่า ถ้าเราจะไปตักเตือนใคร เราก็เลือกคำอย่างดีไปบอกเขาไปบอกด้วยจิตที่เมตตาหวังดีต่อเขา  เช่นเดียวกัน เมื่อเขามาบอกหรือตักเตือนเรา เราก็ต้องทบทวนว่าเขาอยากบอกอะไรกับเรา และหากเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เราต้องปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเราก็ควรไปขอบคุณเขา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า บุคคลที่มาแนะนำเราสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่เรา เมื่อเห็นเราผิดพลาด เรียกว่า “ผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้” และสิ่งสุดท้ายที่ต้องพิจารณาในการพูดคือ ต้องเลือกเวลาในการพูด พูดให้ถูกกาลเทศะด้วย ถ้าจำเป็นต้องพูดในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น เวลาที่ผู้ฟังกำลังอารมณ์ไม่ดี หรือกำลังยุ่งนั้น เราก็ต้องเลือกคำให้ดีที่สุด

 3. อัตถจริยา คือทำตนให้เป็นประโยชน์ บางครั้งในการทำงานอาจขาดกำลังแต่ถ้าเราช่วยกันงานที่ว่ายากก็จะสำเร็จลุล่วงไปได้ถ้าเราร่วมมือกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราเกิดรักความผูกพันของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม

4. สมานัตตตา การวางตนให้พอดีในหน้าที่ของตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คือ วางตนให้เหมาะสมว่าตอนนี้เราอยู่ในฐานะอะไร เช่น พ่อก็มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก แม่ก็มีหน้าที่ดูแลบ้านดูแลครอบครัว ลูกเองก็มีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน และเมื่อเราทำงาน ถ้ามีใครไม่ทำตามหน้าที่แล้ว ย่อมจะเกิดปัญหาเรื่องการก้าวก่ายหน้าที่กันตามมา จนอาจส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตขึ้นได้ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้การวางตนให้เหมาะสม จะช่วยให้ไม่ต้องระวาดระแวงในการทำหน้าที่ของตน ซึ่งจะส่งผลให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ


ในร้ายก็มีดี หวังว่าภาพดี ๆ ของสามเณรวัดพระธรรมกายนี้ จะเป็นภาพที่ให้ข้อคิดกับสังคม นำมาซึ่งความรัก และความปรองดองนะคะ




ขอบคุณภาพจากเพจคนวัดจัดเต็ม
หลักธรรมสังคหวัตถุ 4 : https://goo.gl/Vapqwh

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560

โป๊ะแตก ประเด็นดัง !! เปิดหลักฐาน chat ขอความช่วยเหลือจริงหรือหลอก ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและวัดพระธรรมกาย ในเมื่อตัดสัญญานโทรศัพท์

ตอนนี้มีประเด็นสงสัยเรื่องไลน์ของลูกศิษย์วัดพระธรรมกายขอความช่วยเหลือก่อนเสียชีวิตว่าจริงหรือไม่ ? หรือทางวัดพระธรรมกาย กุข่าวขึ้นมาเอง


ก็ขอตอบให้คลายความสงสัยกันว่า 

การตัดสัญญาณคือในเขตพื้นที่โซน A และโซน B 
ซึ่งเป็นโซนที่มีคนพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก 


ที่อื่นพอมีคลื่น แต่ก็โทรยาก เพราะ Cell site traffic แน่น

 

แต่โซนที่ผู้เสียชีวิตอยู่คือเขต 58 ไร่ และเพื่อนผู้เสียชีวิต หรือพยาบาลกู้ชีพอยู่คืออาคารบุญรักษา ซึ่งก็มีคลื่นอยู่บ้าง แต่ไม่สะดวก สัญญาณมาบ้างไม่มาบ้าง ติดๆ ขัดๆ 




การวิจารณ์เรื่องสัญญาณ และเรื่องที่ทางวัดพระธรรมกายกุข่าวสร้างไลน์ปลอม ใครๆ ก็คิดได้ แต่อยากให้มาดูในพื้นที่ว่าสัญญาณเป็นอย่างไรบ้าง และด่านมีเยอะแค่ไหน แต่นั้นก็ไม่ใช่ประเด็น 

  
.........................................
ประเด็นอยู่ที่ ม 44 ทำให้เจ้าหน้าที่กลัว ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ได้โทษว่ากู้ภัยมาช้าหรือทหารไม่ให้ผ่าน ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะกลัวม. 44 เนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจ มันมีผลในเชิงความคิด ในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ทุกนาย กลัวผิด แล้วตนจะถูกลงโทษมากกว่าจะกล้าตัดสินใจช่วยคนที่กำลังจะตาย 
.........................................

ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ม.44 
กับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้ในที่นี่คือ DSI 

Time line อยู่ที่ช่วงรอ 
DSI ตัดสินใจ (critical period) 

.........................................

อีกประเด็นคือทำไมต้องรอ 1669 เพราะคุณหมวยเองก็เป็น 1669 พยาบาลกู้ชีพ 
.........................................



****ชัดนะ สรุปว่า ปัญหาการเสียชีวิตอยู่ที่ม.44 กับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้ในที่นี้คือ DSI ****

.........................................

โป๊ะแตกอีกครั้ง หลักฐานที่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำ 3 ท่านออกมาให้ข่าวที่ต่างกัน เหมือนไม่ได้มีการนัดแนะกันไว้



ตอกย้ำความผิดพลาดจากการใช้ ม.44 

         "ในส่วนของการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ไม่ควรขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม เพราะโดยหลักการสากลแล้ว แม้แต่ในภาวะสงครามก็ยังต้องเปิดทางให้กับบุคคลากรทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือชีวิตคน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใด ประตูใดสามารถเข้าไปรับผู้ป่วยได้ก็ควรจะช่วยเปิดทางให้"

 นพ.ภูมินทร์ ศิลาพันธ์ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน
อ่านต่อที่
......................
อ้างอิง

หลักฐานที่บอกว่าบริเวณอาคารบุญรักษาพอมีคลื่นสัญญานแต่ไม่ดีมากก็ตอนที่คุณจอมขวัญต่อสายสัมภาษณ์คุณหมวยพยาบาลกู้ชีพ
รายการถามตรงๆ วันที่ 2 มีนาคม 2560

วิเคราะห์ประเด็นการใช้ม.44 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรายที่2
รายการ wake up news วันที่ 3 มีนาคม 2560 
นาทีที่ 11.50-32.25 น.

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

กระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ตามดาราคนหนึ่งว่าพระวัดนี้เป็นพระปลอมนั้น มาดูกันว่ากว่าจะได้เป็นพระประจำวัดพระธรรมกาย ไม่ง่ายอย่างที่คิด

"กว่าจะได้เป็นพระประจำวัดพระธรรมกาย"




หากเราบวชตามวัดทั่วไปบวชวันแรกก็สามารถขอใบสุทธิสงฆ์กับพระอุปัชฌาย์ได้แล้ว(พระที่บวชให้)


แต่จะเป็นพระประจำวัดพระธรรมกายได้นั้น

1.ต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันข้อครหาว่าที่บวชไม่ใช่เพราะไม่มีทางไป แต่เลือกทางที่ดีกว่า หากยังเรียนไม่จบก็ต้องเรียนต่อทางด้านพุทธศาสตร์บัณฑิตให้จบโดยวัดส่งเสริมให้เรียน

2.ต้องอบรมตามหลักสูตรของวัดปีละ 2-3 ครั้งมีการเดินธุดงค์ และส่งไปฝึกงานตามศูนย์สาขาต่างๆ มีการประเมินกิจวัตรพฤติกรรมตลอดระยะเวลา 5 ปี

3.หากไม่ผ่านการประเมินก็ต้องฝึกงานใหม่ อบรมใหม่ซ้ำๆจนเป็นที่ยอมรับในศีลาจารวัตรอันดีงาม

เมื่อผ่านการประเมินตามระยะเวลาแล้วทางคณะกรรมการบริหารวัดก็จะพิจารณาเพื่อรับเข้าเป็นพระประจำวัดพระธรรมกาย(และได้รับสุทธิสงฆ์)

เรียกได้ว่าเป็นวัดที่เข้ายากที่สุดแล้วล่ะ  แต่ใครๆก็อยากจะเข้ามาเพราะเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถเลยทีเดียว



..........................................

จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกว่า
ทำไมวัดพระธรรมกายจึงเผยแผ่ไปได้อย่างรวดเร็ว 
ในขณะที่วัดเพิ่งสร้างมาได้แค่ 40 กว่าปี 
เพราะมีระบบคัดบุคลากร
ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามานี่เอง

..........................................


              *ดังนั้นกับกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ตามดาราคนหนึ่งว่าพระวัดนี้เป็นพระปลอมนั้น เป็นการกล่าวหากันลอยๆโดยไม่มีมูลเหตุความจริงเลย

              *เพราะพระวัดนี้มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม


-วัดนี้เน้นให้ทุกคนปฏิบัติธรรมเป็นหลัก
-เป็นวัดที่มี ปธ.9 มากที่สุดในประเทศ(บาลีระดับสูง)
-เป็นวัดที่มีนักเรียนเรียนปริยัติธรรมมากที่สุด
-มีการเรียนพระไตรปิฎกอย่างต่อเนื่อง

"ปฏิบัติธรรมเป็นหลัก 
เรียนเป็นรอง 
เผยแผ่เป็นสองรองจากเรียนพระธรรมวินัย"




#เอหิปัสสิโก เชิญท่านมาพิสูจน์ดูเถิด

Cr. ข่าวบุญใจสว่าง

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มหากาพย์ ชาวนา และที่ดิน เบื้องหลังการให้ร้ายวัดพระธรรมกาย

ตอนที่ 2: ปัญหาเรื่องที่ดินระหว่างวัดพระธรรมกาย และชาวนาในช่วงปี พ.ศ. 2527-2532

โดยภาพรวม อยากจะขอเล่าเรื่องย่อๆ ก่อนว่า ชาวนาในพื้นที่ 2000 ไร่ที่ มูลนิธิธรรมกาย ขอซื้อเพื่อให้เป็นสมบัติพระศาสนาของวัดพระธรรมกายนั้น มี 2 กลุ่ม


กลุ่มแรก เป็นชาวนาทั่วๆ ไป ใสซื่อ นิสัยดี มีความเข้าใจและทยอยออกจากพื้นที่เช่าแต่โดยดี โดยทางมูลนิธิธรรมกายได้จ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม ทั้งยังให้เงินช่วยเหลือเพิ่มด้วย (อ่านต่อใน link ท้ายบทความ บทสัมภาษณ์ท่าน โกสินทร์ เกษทอง ซึ่งท่านเคยเป็นนายอำเภอคลองหลวงในสมัยนั้น แต่ด้วยความซื่อตรงของท่าน จึงได้เลื่อนไปเป็นถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในท้ายสุด)


ส่วนกลุ่มที่สอง เป็นชาวนาหัวหมอ และหัวโจก ต้องการเรียกร้องค่าชดเชยจากวัดในอัตราราว 20-30 เท่าจากความเป็นจริง และได้สร้างมายาภาพ ให้ข้อมูลเท็จต่อสื่อมวลชน ทั้งยังได้ปั้นเรื่อง/แต่งเรื่องเท็จให้วัดมีภาพลักษณ์ที่ชั่วร้าย เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนทั่วไป


จากข้อกล่าวหาที่ว่า 

-  วัดพระธรรมกาย กว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่ ในช่วงปี 2526    จนเกินความจำเป็น

-  วัดพระธรรมกายโกงชาวนา ย่านลำลูกกา!

-  วัดพระธรรมกาย ใช้รถแทรกเตอร์ไปไถ ไล่ที่ดินชาวนา!

-  วัดพระธรรมกายใช้อิทธิพลขับไล่ชาวนา!

-  ฯลฯ เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายที่เอาเปรียบชาวนา

ข้อกล่าวหาตามข้างบนเหล่านี้

ล้วนไม่มีความจริงทั้งสิ้น!


1. ข้อกล่าวหาที่ว่า มูลนิธิธรรมกาย ได้กว้านซื้อที่ดินถึง 4 - 6 พันไร่ เกินความจำเป็นที่จะสร้างเป็นธุดงคสถาน แท้จริงแล้ว โครงการสร้างธุดงคสถานของมูลนิธิธรรมกายนั้น มีโครงการเพียงประมาณ 2 พันไร่เท่านั้น เพื่อจะรองรับสาธุชนประมาณ 1 ล้านคน (ซึ่งปัจจุบันนี้มีงานบุญที่สาธุชนมาร่วมงานบุญครั้งละ 3 - 5 แสนคน เป็นประจำแทบทุกเดือน)และในการซื้อที่ดินครั้งนี้ก็ไม่ได้มีขนาดถึง 4 - 6 พันไร่แต่อย่างไร (ตามเอกสารสัญญาจะซื้อที่ดินลงวันที่ 10 มิถุนายน 2526)


2. ข้อกล่าวหาที่ว่า การซื้อขายที่นา ไม่ถูกต้องตามพรบ./โกงชาวนาย่านลำลูกา การเช่านาเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 รวมทั้งไม่ได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบก่อนล่วงหน้า  ในเรื่องนี้ข้อแท้จริงมีอยู่ว่าง ทางกองมรดกเจ้าของที่ดินดังกล่าว ได้ปฏิบัติตาม พรบ.ควบคุมการเช่านาเพื่อเกษตรกรรม มาตรา 53 คือได้แจ้งการขาย ราคา การชำระเงินให้ประธาน คชก. ตำบลคลองสองทราบ ซึ่ง ประธาน คชก. ตำบลก็ได้แจ้งต่อไปยังผู้เช่านา ตามขั้นตอนทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว


จากนั้น มูลนิธิธรรมกาย จึงได้ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากเจ้าของที่ดินเมื่อวันที่ 10 และ 15 สิงหาคม 2527 โดยจดทะเบียนที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด สาขาธัญบุรี ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้มูลนิธิธรรมกายได้ให้สิทธิ์ในการเช่านาแก่ผู้เช่านาเดิมให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเช่าที่ชาวนาเคยทำไว้กับเจ้าของที่เดิม


3. ข้อกล่าวหาที่ว่า มูลนิธิธรรมกายจะนำรถแทรกเตอร์ไปไถ หากลูกนาไม่ยอมออกจากที่ดินภายในวันที่ 15 พ.ค. 2528 นั้นก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่ข้อแท้จริงคือ มูลนิธิธรรมกายได้แจ้งไปยังผู้เช่านาว่า ถ้าลูกนารายใดประสงค์จะเลิกการเช่านาก่อนครบสัญญาตามกฎหมาย (ซึ่งจะหมดสัญญาในปี 2529) ให้แจ้งมายังมูลนิธิเพื่อที่มูลนิธิธรรมกายจะจ่ายค่าทดแทนการเลิกเช่านาให้เป็นรายๆ ไป


ทั้งนี้จำนวนผู้เช่านาแปลงนี้มีทั้งสิ้น 32 ราย และในขณะนั้นได้มีผู้เช่านารับเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปแล้ว 7 ราย อีก 7 รายกำลังติดต่อขอเลิกการเช่า และจะรับเงินค่าทดแทน ยังเหลืออีก 18 ราย ที่ยังไม่ได้บอกเลิกการเช่านา มูลนิธิธรรมกายจึงได้ขยายเวลาในการบอกเลิกเช่านาไปให้ถึงวันที่ 15 พ.ค. 2528 (ตามเอกสารหนังสือมูลนิธิธรรมกายลงวันที่  10 กุมภาพันธ์ 2528 ที่ส่งไปยังอำเภอคลองหลวง)


 ช่วยเหลือชาวนา 

นอกจาก มูลนิธิธรรมกายจะไม่ได้มีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว มูลนิธิธรรมกายยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เช่านาในขณะนั้นเป็นอย่างสูงด้วย ดังรายละเอียดต่อไปนี้


เมื่อเริ่มโครงการสร้างธุดงคสถาน มูลนิธิธรรมกายได้ตระหนักยิ่งว่าย่อมมีผลกระทบต่อชาวนาที่เช่านาอยู่ก่อน จึงได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อให้ความช่วยเหลือไว้ดังนี้


1) สำรวจสภาพฐานะของชาวนา พบว่า ชาวนาแต่ละครอบครัวมีหนี้สินอยู่ประมาณ 3 - 5 หมื่นบาท


2) หาทางปลดหนี้ให้ชาวนา โดยได้จ่ายค่าทดแทนการสละสิทธิ์เช่านาให้ชาวนาในอัตราส่วนที่สูงมาก คือ จ่ายให้ 2 แสน 1 หมื่นบาท ต่อผู้เช่านา 1 เส้น (30 ไร่)ซึ่งเป็นการจ่ายค่าทดแทนการเช่านาที่สูงที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น


3) จัดหาที่อยู่ใหม่ให้ไม่ไกลจากเดิม โดยได้เตรียมการหาที่ดินไว้เพื่อให้ชาวนาดังกล่าวได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย รวมทั้งสิ้น 70 ไร่ โดยห่างจากที่นาเดิมเพียง 4 กม. อยู่ในพื้นที่ตำบลเดียวกัน และยังอยู่ในเขตสุขาภิบาล มีถนนลาดยางอย่างดีผ่านที่ดิน การสาธารณูปโภคก็อยู่ในระดับที่ดีพอสมควร


โดยมูลนิธิธรรมกายได้วางหลักเกณฑ์ในการจัดที่ดินให้ชาวนาอยู่อาศัย ดังนี้

ตีราคาที่ดินไร่ละ 7 หมื่นบาท หมายความว่า ถ้าชาวนารายใดไม่ประสงค์จะรับเงินค่าทดแทนจำนวน 2 แสน 1 หมื่นบาทในข้อ 2 ก็จะได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 3 ไร่

หากชาวนารายใดต้องการที่ดินอยู่อาศัยเพียง 1 ไร่ ก็จะได้รับค่าทดแทนเป็นเงินสดอีก 1 แสน 4 หมื่นบาท


4) เตรียมงานให้ทำ โดยมูลนิธิธรรมกายยินดีรับผู้เช่านาพร้อมทั้งสมาชิกในครอบครัวเข้าร่วมทำงาน ในโครงการธุดงคสถาน เพื่อจะได้มีงานทำ ซึ่งขณะนั้น ก็ได้รับชาวนาผู้เช่านาหลายรายเข้าทำงานแล้ว

ภาพหากิน ของสื่อมวลชน 

และคนที่เชื่อว่า 

วัดพระธรรมกายเอาเปรียบชาวนาในสมัยนั้น


ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ถ้าคนในชุดขาว(ที่เป็นคนเข้าวัดฯ) ที่มีปืนเหน็บด้านหลังเป็นอันธพาลอย่างที่สื่อชอบกล่าวอ้างจริง ในเมื่อมีการต่อสู้เกิดขึ้น จะเสียเวลาใช้ไม้พลอง เสียม จอบตอบโต้กับกลุ่มชาวนาแก๊งอันธพาลทำไม?


ผิดตรรกะและวิสัยของคนอันธพาล!

ที่ต้องใช้อาวุธที่มีเข้าต่อสู้ในทันที


 เรื่องเล่าจากคนที่เคยเข้าใจผิด 

คุณปรัธยาน์ภรณ์ สงค์รอด ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี เล่าว่าเธอเคยมาวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 แล้วไม่ได้มาอีก เพราะเชื่อข้อมูลในทางลบ ซึ่งหนังสือพิมพ์ได้เคยเผยแพร่ผิดๆ เอาไว้ว่า วัดไปไล่ที่ชาวนา

ครั้นเดือนมกราคม พ.ศ.2538  มาปฏิบัติราชการในหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี ได้มาวัดพระธรรมกายบ้างเป็นบางครั้ง เวลาทางวัดมีกิจกรรมที่ต้องทำข่าว ได้มีโอกาสประสานงานกับนักข่าวภายในพื้นที่ของจังหวัดเกือบ 50 คน จึงพอได้ทราบความจริงของวัดในอดีต ทำให้แก้ความเข้าใจผิดเดิมลงได้

โดยเฉพาะคุณสามารถ จิตสว่าง นักข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และคุณสมบัติ ศิริเสรีวรรณ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลที่ถูกต้องว่า ความจริงเมื่อมีผู้บริจาคเงินซื้อที่ดินเพื่อขยายวัดในระยะแรกนั้น ทางวัดยังไม่ได้ใช้พื้นที่ จึงให้ผู้เช่านาซึ่งได้รับเงินค่าชดเชยแล้ว อยู่อาศัยไปก่อนชั่วคราว จนกว่าทางวัดจะต้องการใช้ที่ดินจึงให้โยกย้ายออก


ครั้นเวลาทางวัดต้องการใช้พื้นที่ ผู้เช่านาบางส่วนได้รับการปลุกปั่นยุยงจากคนภายนอก ให้เรียกร้องค่ารื้อถอนและอื่นๆ เพิ่มเติมจากเงื่อนไขเดิมที่ทำไว้ เมื่อไม่ได้ตามที่คิด พวกยุยงที่ได้รับการจ้างวานมาให้ทำลายวัดเพื่อผลประโยชน์ของตน ก็ยุพวกอดีตผู้เช่านา ให้ทำเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ร้ายวัดขึ้นมา


สื่อมวลชนในยุคนั้นไม่ได้สืบสวนให้รอบคอบเสียก่อน พากันประโคมข่าวซึ่งเป็นข้อเท็จทั้งหมด ทางวัดเป็นฝ่ายพระศาสนา ไม่มีโอกาสชี้แจง จึงถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ อยู่เป็นเวลายาวนาน แม้กระทั่งมีการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นศาล ซึ่งศาลได้ตัดสินให้ทางวัดชนะความ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเชื่อข่าวเดิมๆ อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้หมดโอกาสทำบุญใหญ่ไปตามๆ กัน 


อ้างอิงจาก

1. http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums2/http/www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y6244790/Y6244790.html


2. สัมภาษณ์ท่านโกสินทร์ เกษทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย เผย "จุดที่ทำให้คนเข้าใจวัดผิดมาจนถึงทุกวันนี้...!!" ในบทสัมภาษณ์ของท่าน บอกถึงชื่อหัวโจกชาวนา การเอาเปรียบ โก่งราคาค่าที่ดินจากวัด สร้างภาพ และให้ข้อมูลเท็จกับสื่อมวลชน และรายละเอียดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในการขอให้ชาวนาออกจากพื้นที่ อย่างถูกกฏหมาย(ชาวนาเหล่านี้เป็นเพียงผู้เช่าที่เท่านั้น ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่ข่าวหรือสื่อสารมวลชน ที่อ้างมั่วกันในสมัยนั้น)


3. เรื่องที่ 83 เกือบจะสายเกินไป จากหนังสืออานุภาพพระมหาสิริราชธาตุเล่มที่ 10

 

ขอบคุณที่มา :

http://buddhismขอ59.blogspot.sg/2016/03/2527-2532.html

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ม 44 VS ธรรมกาย 11 วันแล้ว ไม่มีใครสงสัยจริงๆ เหรอว่า.. ?

ไม่มีใครสงสัยจริงๆ เหรอ ว่า

     1 ทำไมถึงมีข่าวหลุดจากการประชุมลับของจนท.บ่อยๆ ว่าจะทำโน้น ทำนี้กับวัดพระธรรมกาย เช่น จะบุก จะตัดไฟ ตัดน้ำ ตัดสัญญาณ จับพระสึก จะเอาพระทองคำ ?

     2 ทำไม พระ เณร และญาติโยม ชาววัดพระธรรมกายถึงรู้ว่าจะต้องทำยังไง ประกบเจ้าหน้าที่ยังไง ตามเจ้าหน้าที่ตรวจค้นยังไง ปิดหน้าปิดตา ?

     3 ทำไม ญาติโยมยังคงมาแน่น และคอยหาวิธีทางส่งเสบียง สื่อสารข่าวต่างต่อกันได้เยอะแยะ หลากหลายวิธี ?

     4 ทำไม ทำไม และทำไม อีกหลายๆอย่าง ที่สังคมอาจจะตั้งข้อสงสัย ?


มา!!! จะตอบให้
--------------------

พระ ญาติโยม สาธุชน วัดพระธรรมกาย ไม่ใช่ผู้ไร้ปัญญา ไก่กาอาลาเร่ แต่ละรูป แต่ละคน จบการศึกษาดีๆ ทั้งนั้น


#พระ บางรูปจบการศึกษาทางโลก ทั้ง หมอ วิศวะ เภสัช ทันตะ นิเทศ นิติ รัฐศาสตร์ บริหาร การจัดการ ตำรวจ ทหาร ฯลฯ ตั้งแต่ป.ตรี จน ป.เอก พระบางรูปบวชตั้งแต่เป็นสามเณร ก็เรียนเปรียญธรรม มีทุกเปรียญ และ ปธ9 เยอะสุดในประเทศไทย

#สาธุชน ที่มาวัดก็เช่นกัน การศึกษาก็ไม่ใช่ไก่กาอาลาเร่ หน้าที่อาชีพการงานก็มีทุกระดับ ทุกวงการที่บนโลกนี้จะมีได้

พวกเค้าเหล่านี้ #รักวัดพระธรรมกายมากๆ แล้วยอมเอาหน้าที่การงานมาเป็น #เดิมพัน คอยแจ้งข่าวให้

ก็ไม่ต้องแปลกใจนะ เพราะรู้ว่าวัดพระธรรมกายทำอะไร ดีหรือไม่ดียังไง พวกเค้ารู้แน่ๆ เพราะการศึกษา การงานเค้าระดับไหนกัน #แยกแยะเป็นแน่นอน


#แต่พวกคุณบางคนสิ อาจจะไม่รู้ว่าคนข้างๆ คุณ เป็น #สาวกธรรมกายตัวพ่อตัวแม่ ก็ได้ แต่เค้าไม่ได้บอก หรือป่าวประกาศเท่านั้นแหละ

เพราะจะมีพวก #อคติ ที่ไม่ฟัง ไม่รับรู้ ตั้งการ์ด กับ ธรรมกาย
คือถ้าบอกไปเลยว่า เราเข้าวัดพระธรรมกาย ก็คิดว่าไปไกลถึงดาวพลูโตแล้วว่า #มันต้องไม่ใช่คนดี #มันต้องมาหลอกทำบุญชัวร์
คนวัดส่วนใหญ่ จึงไม่บอก และทำตัวปกติ เช่นคนวัดทำทั่วไป งานบุญก็มาวัด จนคนทั่วไปคิดว่าไม่ใช่สาวกธรรมกาย
แต่ถ้าบอกไปเท่านั้นแหละ #กำแพงอคติก็ก่อตัวขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นคิดว่าคนนี้นิสัยดี น่ารัก ปฏิบัติตัวดีมาตลอด
ตอนนี้ #ไม่ต้องตกใจกัน หากคนรู้จักของคุณ เปิดตัวเต็มแม็กซ์ ว่า #ฉันคือคนวัดพระธรรมกาย เพื่อปกป้องวัด และพระพุทธศาสนา