แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชาวนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชาวนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มหากาพย์ ชาวนา และที่ดิน เบื้องหลังการให้ร้ายวัดพระธรรมกาย

ตอนที่ 2: ปัญหาเรื่องที่ดินระหว่างวัดพระธรรมกาย และชาวนาในช่วงปี พ.ศ. 2527-2532

โดยภาพรวม อยากจะขอเล่าเรื่องย่อๆ ก่อนว่า ชาวนาในพื้นที่ 2000 ไร่ที่ มูลนิธิธรรมกาย ขอซื้อเพื่อให้เป็นสมบัติพระศาสนาของวัดพระธรรมกายนั้น มี 2 กลุ่ม


กลุ่มแรก เป็นชาวนาทั่วๆ ไป ใสซื่อ นิสัยดี มีความเข้าใจและทยอยออกจากพื้นที่เช่าแต่โดยดี โดยทางมูลนิธิธรรมกายได้จ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม ทั้งยังให้เงินช่วยเหลือเพิ่มด้วย (อ่านต่อใน link ท้ายบทความ บทสัมภาษณ์ท่าน โกสินทร์ เกษทอง ซึ่งท่านเคยเป็นนายอำเภอคลองหลวงในสมัยนั้น แต่ด้วยความซื่อตรงของท่าน จึงได้เลื่อนไปเป็นถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในท้ายสุด)


ส่วนกลุ่มที่สอง เป็นชาวนาหัวหมอ และหัวโจก ต้องการเรียกร้องค่าชดเชยจากวัดในอัตราราว 20-30 เท่าจากความเป็นจริง และได้สร้างมายาภาพ ให้ข้อมูลเท็จต่อสื่อมวลชน ทั้งยังได้ปั้นเรื่อง/แต่งเรื่องเท็จให้วัดมีภาพลักษณ์ที่ชั่วร้าย เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนทั่วไป


จากข้อกล่าวหาที่ว่า 

-  วัดพระธรรมกาย กว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่ ในช่วงปี 2526    จนเกินความจำเป็น

-  วัดพระธรรมกายโกงชาวนา ย่านลำลูกกา!

-  วัดพระธรรมกาย ใช้รถแทรกเตอร์ไปไถ ไล่ที่ดินชาวนา!

-  วัดพระธรรมกายใช้อิทธิพลขับไล่ชาวนา!

-  ฯลฯ เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายที่เอาเปรียบชาวนา

ข้อกล่าวหาตามข้างบนเหล่านี้

ล้วนไม่มีความจริงทั้งสิ้น!


1. ข้อกล่าวหาที่ว่า มูลนิธิธรรมกาย ได้กว้านซื้อที่ดินถึง 4 - 6 พันไร่ เกินความจำเป็นที่จะสร้างเป็นธุดงคสถาน แท้จริงแล้ว โครงการสร้างธุดงคสถานของมูลนิธิธรรมกายนั้น มีโครงการเพียงประมาณ 2 พันไร่เท่านั้น เพื่อจะรองรับสาธุชนประมาณ 1 ล้านคน (ซึ่งปัจจุบันนี้มีงานบุญที่สาธุชนมาร่วมงานบุญครั้งละ 3 - 5 แสนคน เป็นประจำแทบทุกเดือน)และในการซื้อที่ดินครั้งนี้ก็ไม่ได้มีขนาดถึง 4 - 6 พันไร่แต่อย่างไร (ตามเอกสารสัญญาจะซื้อที่ดินลงวันที่ 10 มิถุนายน 2526)


2. ข้อกล่าวหาที่ว่า การซื้อขายที่นา ไม่ถูกต้องตามพรบ./โกงชาวนาย่านลำลูกา การเช่านาเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 รวมทั้งไม่ได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบก่อนล่วงหน้า  ในเรื่องนี้ข้อแท้จริงมีอยู่ว่าง ทางกองมรดกเจ้าของที่ดินดังกล่าว ได้ปฏิบัติตาม พรบ.ควบคุมการเช่านาเพื่อเกษตรกรรม มาตรา 53 คือได้แจ้งการขาย ราคา การชำระเงินให้ประธาน คชก. ตำบลคลองสองทราบ ซึ่ง ประธาน คชก. ตำบลก็ได้แจ้งต่อไปยังผู้เช่านา ตามขั้นตอนทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว


จากนั้น มูลนิธิธรรมกาย จึงได้ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากเจ้าของที่ดินเมื่อวันที่ 10 และ 15 สิงหาคม 2527 โดยจดทะเบียนที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด สาขาธัญบุรี ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้มูลนิธิธรรมกายได้ให้สิทธิ์ในการเช่านาแก่ผู้เช่านาเดิมให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเช่าที่ชาวนาเคยทำไว้กับเจ้าของที่เดิม


3. ข้อกล่าวหาที่ว่า มูลนิธิธรรมกายจะนำรถแทรกเตอร์ไปไถ หากลูกนาไม่ยอมออกจากที่ดินภายในวันที่ 15 พ.ค. 2528 นั้นก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่ข้อแท้จริงคือ มูลนิธิธรรมกายได้แจ้งไปยังผู้เช่านาว่า ถ้าลูกนารายใดประสงค์จะเลิกการเช่านาก่อนครบสัญญาตามกฎหมาย (ซึ่งจะหมดสัญญาในปี 2529) ให้แจ้งมายังมูลนิธิเพื่อที่มูลนิธิธรรมกายจะจ่ายค่าทดแทนการเลิกเช่านาให้เป็นรายๆ ไป


ทั้งนี้จำนวนผู้เช่านาแปลงนี้มีทั้งสิ้น 32 ราย และในขณะนั้นได้มีผู้เช่านารับเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปแล้ว 7 ราย อีก 7 รายกำลังติดต่อขอเลิกการเช่า และจะรับเงินค่าทดแทน ยังเหลืออีก 18 ราย ที่ยังไม่ได้บอกเลิกการเช่านา มูลนิธิธรรมกายจึงได้ขยายเวลาในการบอกเลิกเช่านาไปให้ถึงวันที่ 15 พ.ค. 2528 (ตามเอกสารหนังสือมูลนิธิธรรมกายลงวันที่  10 กุมภาพันธ์ 2528 ที่ส่งไปยังอำเภอคลองหลวง)


 ช่วยเหลือชาวนา 

นอกจาก มูลนิธิธรรมกายจะไม่ได้มีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว มูลนิธิธรรมกายยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เช่านาในขณะนั้นเป็นอย่างสูงด้วย ดังรายละเอียดต่อไปนี้


เมื่อเริ่มโครงการสร้างธุดงคสถาน มูลนิธิธรรมกายได้ตระหนักยิ่งว่าย่อมมีผลกระทบต่อชาวนาที่เช่านาอยู่ก่อน จึงได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อให้ความช่วยเหลือไว้ดังนี้


1) สำรวจสภาพฐานะของชาวนา พบว่า ชาวนาแต่ละครอบครัวมีหนี้สินอยู่ประมาณ 3 - 5 หมื่นบาท


2) หาทางปลดหนี้ให้ชาวนา โดยได้จ่ายค่าทดแทนการสละสิทธิ์เช่านาให้ชาวนาในอัตราส่วนที่สูงมาก คือ จ่ายให้ 2 แสน 1 หมื่นบาท ต่อผู้เช่านา 1 เส้น (30 ไร่)ซึ่งเป็นการจ่ายค่าทดแทนการเช่านาที่สูงที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น


3) จัดหาที่อยู่ใหม่ให้ไม่ไกลจากเดิม โดยได้เตรียมการหาที่ดินไว้เพื่อให้ชาวนาดังกล่าวได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย รวมทั้งสิ้น 70 ไร่ โดยห่างจากที่นาเดิมเพียง 4 กม. อยู่ในพื้นที่ตำบลเดียวกัน และยังอยู่ในเขตสุขาภิบาล มีถนนลาดยางอย่างดีผ่านที่ดิน การสาธารณูปโภคก็อยู่ในระดับที่ดีพอสมควร


โดยมูลนิธิธรรมกายได้วางหลักเกณฑ์ในการจัดที่ดินให้ชาวนาอยู่อาศัย ดังนี้

ตีราคาที่ดินไร่ละ 7 หมื่นบาท หมายความว่า ถ้าชาวนารายใดไม่ประสงค์จะรับเงินค่าทดแทนจำนวน 2 แสน 1 หมื่นบาทในข้อ 2 ก็จะได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 3 ไร่

หากชาวนารายใดต้องการที่ดินอยู่อาศัยเพียง 1 ไร่ ก็จะได้รับค่าทดแทนเป็นเงินสดอีก 1 แสน 4 หมื่นบาท


4) เตรียมงานให้ทำ โดยมูลนิธิธรรมกายยินดีรับผู้เช่านาพร้อมทั้งสมาชิกในครอบครัวเข้าร่วมทำงาน ในโครงการธุดงคสถาน เพื่อจะได้มีงานทำ ซึ่งขณะนั้น ก็ได้รับชาวนาผู้เช่านาหลายรายเข้าทำงานแล้ว

ภาพหากิน ของสื่อมวลชน 

และคนที่เชื่อว่า 

วัดพระธรรมกายเอาเปรียบชาวนาในสมัยนั้น


ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ถ้าคนในชุดขาว(ที่เป็นคนเข้าวัดฯ) ที่มีปืนเหน็บด้านหลังเป็นอันธพาลอย่างที่สื่อชอบกล่าวอ้างจริง ในเมื่อมีการต่อสู้เกิดขึ้น จะเสียเวลาใช้ไม้พลอง เสียม จอบตอบโต้กับกลุ่มชาวนาแก๊งอันธพาลทำไม?


ผิดตรรกะและวิสัยของคนอันธพาล!

ที่ต้องใช้อาวุธที่มีเข้าต่อสู้ในทันที


 เรื่องเล่าจากคนที่เคยเข้าใจผิด 

คุณปรัธยาน์ภรณ์ สงค์รอด ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี เล่าว่าเธอเคยมาวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 แล้วไม่ได้มาอีก เพราะเชื่อข้อมูลในทางลบ ซึ่งหนังสือพิมพ์ได้เคยเผยแพร่ผิดๆ เอาไว้ว่า วัดไปไล่ที่ชาวนา

ครั้นเดือนมกราคม พ.ศ.2538  มาปฏิบัติราชการในหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี ได้มาวัดพระธรรมกายบ้างเป็นบางครั้ง เวลาทางวัดมีกิจกรรมที่ต้องทำข่าว ได้มีโอกาสประสานงานกับนักข่าวภายในพื้นที่ของจังหวัดเกือบ 50 คน จึงพอได้ทราบความจริงของวัดในอดีต ทำให้แก้ความเข้าใจผิดเดิมลงได้

โดยเฉพาะคุณสามารถ จิตสว่าง นักข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และคุณสมบัติ ศิริเสรีวรรณ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลที่ถูกต้องว่า ความจริงเมื่อมีผู้บริจาคเงินซื้อที่ดินเพื่อขยายวัดในระยะแรกนั้น ทางวัดยังไม่ได้ใช้พื้นที่ จึงให้ผู้เช่านาซึ่งได้รับเงินค่าชดเชยแล้ว อยู่อาศัยไปก่อนชั่วคราว จนกว่าทางวัดจะต้องการใช้ที่ดินจึงให้โยกย้ายออก


ครั้นเวลาทางวัดต้องการใช้พื้นที่ ผู้เช่านาบางส่วนได้รับการปลุกปั่นยุยงจากคนภายนอก ให้เรียกร้องค่ารื้อถอนและอื่นๆ เพิ่มเติมจากเงื่อนไขเดิมที่ทำไว้ เมื่อไม่ได้ตามที่คิด พวกยุยงที่ได้รับการจ้างวานมาให้ทำลายวัดเพื่อผลประโยชน์ของตน ก็ยุพวกอดีตผู้เช่านา ให้ทำเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ร้ายวัดขึ้นมา


สื่อมวลชนในยุคนั้นไม่ได้สืบสวนให้รอบคอบเสียก่อน พากันประโคมข่าวซึ่งเป็นข้อเท็จทั้งหมด ทางวัดเป็นฝ่ายพระศาสนา ไม่มีโอกาสชี้แจง จึงถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ อยู่เป็นเวลายาวนาน แม้กระทั่งมีการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นศาล ซึ่งศาลได้ตัดสินให้ทางวัดชนะความ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเชื่อข่าวเดิมๆ อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้หมดโอกาสทำบุญใหญ่ไปตามๆ กัน 


อ้างอิงจาก

1. http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums2/http/www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y6244790/Y6244790.html


2. สัมภาษณ์ท่านโกสินทร์ เกษทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย เผย "จุดที่ทำให้คนเข้าใจวัดผิดมาจนถึงทุกวันนี้...!!" ในบทสัมภาษณ์ของท่าน บอกถึงชื่อหัวโจกชาวนา การเอาเปรียบ โก่งราคาค่าที่ดินจากวัด สร้างภาพ และให้ข้อมูลเท็จกับสื่อมวลชน และรายละเอียดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในการขอให้ชาวนาออกจากพื้นที่ อย่างถูกกฏหมาย(ชาวนาเหล่านี้เป็นเพียงผู้เช่าที่เท่านั้น ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่ข่าวหรือสื่อสารมวลชน ที่อ้างมั่วกันในสมัยนั้น)


3. เรื่องที่ 83 เกือบจะสายเกินไป จากหนังสืออานุภาพพระมหาสิริราชธาตุเล่มที่ 10

 

ขอบคุณที่มา :

http://buddhismขอ59.blogspot.sg/2016/03/2527-2532.html

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ในหลวงและข้าว...กับชาวนา



           ถ้ากล่าวถึงความสัมพันธ์ของข้าว ชาวนา และพระมหากษัตริย์ไทยแล้ว แน่นอนว่าต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง สังเกตได้จากพระราชกรณียกิจและพระราชดำริต่างๆที่พระองค์ท่านทำเพื่อชาวนา เช่น ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ นาข้าวทดลอง โรงสีข้าวตัวอย่าง ธนาคารข้าวเป็นต้นและก็ยังมีพระราชดำรัสของในหลวงที่ตรัสเพื่อชาวนา 


           ซึ่งพวกเราได้ไปลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านจากที่ต่างที่ทำอาชีพเป็นชาวนา เกี่ยวการทำนา ความรู้สึก ตลอดจนอุปสรรคของพวกเขา

           “...ข้าวที่ออกเป็นสีลักษณะนี้เป็นข้าวที่มีประโยชน์ อย่างข้าวกล้อง คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกัน เพราะเห็นว่าเป็นข้าวของคนจน ข้าวกล้องมีประโยชน์ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเมล็ดสวยแต่เขาเอาของดีออกไปหมดแล้ว... มีคนบอกว่า คนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้องทุกวัน เรานี้ก็คนจน...” 

(พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่สื่อมวลชน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541)


จากพระราชดำรัส

"กว่าเราจะได้ข้าวมาจานหนึ่งให้เราได้ทาน 
ต้องแลกจากหยาดเหงื่อของชาวนาที่เป็นปลูก"


            พวกเราได้ไปลงพื้นที่และได้ไปนั่งคุยกับคุณลุง คุณป้า ที่ทำอาชีพเป็นชาวนาว่า “คุณลุง คุณป้าเคยท้อบ้างไหม...กับการทำนาข้าวแบบนี้..?” แล้วคุณลุง คุณป้าก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ท้อหรอกลูก...การทำงาน มันต้องมีความอดทน...ถึงวันนี้เราจะเหนื่อย แต่เราก็ต้องพยายามต่อไป...อย่างป้าทำไร่ทำนา...ขายข้าวเพื่อหาเลี้ยงชีพ...แค่ป้าได้เห็นทุกคนได้กินข้าว...ป้าก็มีความสุขแล้ว...” แค่คุณป้าตอบมาแค่นี้ พวกเราก็รู้สึกซึ้งใจมากเลยคะ



           ".. ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปีประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก.." 

(พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการพระราชดำริ ที่บ้านโคกกูแว จ.นราธิวาส วันที่ 28 กันยายน 2536)



และจากพระราชดำรัสนี้ 


ปัจจุบันผู้ที่จะมาประกอบอาชีพเป็นชาวนา 
เริ่มลดจำนวนน้อยลงทุกทีๆ 


          พวกเราก็ได้คำถามกับชาวบ้านว่า “คุณลุง..คุณป้า..อยากให้ลูกหลานของคุณลุงคุณป้ามาสืบทอดการทำไร่ทำนาต่อไหม...” ซึ่งคุณลุง..คุณป้าก็ตอบกลับมาว่า “ก็ไม่อยากบังคับพวกลูกๆ หลานๆ หรอก เขาอยากทำอะไรก็ให้เขาทำ...” แล้วพวกเราก็ถามกลับไปอีกว่า “แล้วอย่างงี้..คุณลุงคุณป้าจะทำยังไงอ่ะค่ะ...” คุณลุง..คุณป้าก็ตอบกลับมาว่า “ก็พวกป้าก็จะทำจนกว่าจะไม่มีแรงทำน่านแหละ...” พวกเรารู้สึกนับถือคุณลุงคุณป้าจริงๆ ที่มีความมานะพยายามแบบนี้คะ...


          "ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมี ความยากลำบากอยู่ มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่างๆด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่นๆบ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป" 

(พระราชดำรัส พระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา เมื่อ พฤษภาคม 2504 จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2)



จากพระราชดำรัสนี้ 


จากที่พวกเราได้ไปดูคุณลุงคุณป้าทำนามา 
บอกได้เลยว่าเป็นจริงอย่างกับที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสไว้.. 
ว่าอาชีพนี้เหนื่อยมาก 
ต้องทำงานกลางแสงแดดที่ร้อน 
ก้มหลังเพื่อปลูกต้นข้าวทีละต้น 
ซึ่งถ้าให้พวกเราไปทำ คงทำได้ไม่ถึง 10 นาที 
ต้องขอมานั่งพักแน่นอน...


          "...ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูก ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม..." 

(พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2521 จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2)



จากพระราชดำรัสนี้ 


ไม่ว่าอาชีพอะไร ก็มีบทบาทความสำคัญ
ในตัวเองอยู่เสมอ อย่างเช่นอาชีพชาวนา 

          หลายๆ คน อาจะบอกว่า อาชีพนี้ไม่เห็นอะไรเลย ทำงานก็เหนื่อย รายได้ที่ได้มาก็น้อย...แต่จริงๆ แล้ว จากที่พวกเราได้ไปอยู่กับคุณลุง คุณป้าที่ทำนา พวกเราบอกได้ว่า อาชีพนี้เป็นอีกอาชีพที่น่ายิ่งย่องมากๆ เพราะอาชีพนี้ เป็นผู้สร้างเอกลักษณ์ให้กับประเทศไทยเรา ทำให้เราได้มีข้าวกิน... บวกกับความขยันของพวกเขา ไม่อย่างงั้น เราคงจะไม่มีข้าวให้ได้ทานกันอีกต่อไป...


           ข้าวที่ได้ชื่อว่าเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ชาวนาที่ได้ฉายาว่า กระดูกสันหลังของชาติ และในหลวงที่ได้ชื่อว่า เป็นมหากษัตริย์นักพัฒนา แล้วคุณล่ะ...ทำอะไรเพื่อประเทศชาติแล้วหรือยัง....

Cr. NationTV