แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระธาดา จรณธโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระธาดา จรณธโร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บทที่ 21.5 Entrácte บทคั่นกลางเรื่อง (เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล The series)

เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล

โดยพระธาดา จรณธโร 
ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์ (องค์กรสาธารณประโยชน์)
......................................

Entrácte
บทคั่นกลางเรื่อง

สมัยหลวงพี่เด็กๆมีหนังคลาสสิคหลายเรื่องที่ยาวมากๆเช่น The sound of music และ The ten commandments ยาวจนกระทั่งต้องมีช่วงพักครึ่งเวลา (Intermission) ให้ผู้ชมยืดเส้นยืดสาย หลังๆนี้ไม่รู้ยังจะมีอีกไหม 

.. ไม่ได้หายไปไหน อยู่รอดปลอดภัย สบายดี
(มากเกินไปหรือเปล่า?) 


          หลวงพ่อท่านสอนว่าหลักๆแล้วธุระของพระมีเพียงสองอย่างคือ คันถธุระ (การศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรม) กับวิปัสสนาธุระ (การฝึกจิตบำเพ็ญสมาธิภาวนา) แต่เนื่องด้วยภารกิจการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามหลักประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน คือเมื่อเราเองได้รับประโยชน์จากการมาบวช ได้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ความสุขกายสบายใจเพราะการสนับสนุนด้วยปัจจัยสี่จากญาติโยมแล้ว ก็ตอบแทนด้วยการออกไปทำงานพระศาสนา ไปเทศน์ไปสอน แต่หลังจากการอบรมสมัยเป็นพระนวกะแล้ว มีความรู้สึกว่าการทำประโยชน์ตนในคันถธุระและวิปัสสนาธุระนั้นหย่อนๆลงไป เนื่องด้วยภารกิจในประโยชน์ท่านคืองานเผยแผ่เทศน์สอนสร้างศูนย์อบรมศีลธรรมมาแบ่งเวลาไป

              ก็เลยต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการสื่อมวลชนนับร้อยที่ได้ให้เกียรติไปเยี่ยมหลวงพี่ถึงอุ้มผาง จนติดพันมาถึงการประเคนถวายหมายเรียกหมายจับอะไรมาให้นั่น .. ยังไม่สะดวกจะไปรับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเองนะ แต่ได้ถือโอกาสเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสปลีกวิเวกมาทำกิจที่พระควรทำ .. 





            หลวงพี่ได้มาเจอสถานที่ ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับชีวิตพระ สงบ สมถะ ไม่พลุกพล่าน ไฟฟ้า..ได้จากแผงโซล่าเซลล์ ประปา..ได้จากน้ำซึมน้ำซับบนภูเขา ไม่มีคลื่นโทรศัพท์ .. ยามเช้ามีทะเลหมอกให้ชมทุกวัน แถมด้วยเสียงนกร้องเพลง ยามเย็นนั่งดูพระอาทิตย์หายไปหลังทิวเขา  คืนเดือนมืดฟ้าใสเห็นดาวเต็มฟ้า เห็นพระแม่คงคาสวรรค์หรือทางช้างเผือกชัดเจนเหมือนสมัยไปอยู่แม่จันใหม่ๆ .. อาวาสเป็นที่สบาย ชีวิตในฝันเลย นึกถึงสมัยตอนยังทำงานอยู่ขับรถผ่านวัดเล็กๆในป่าเขาแล้วคิดว่าสักวันอยากบวชแล้วไปใช้ชีวิตอยู่สงบเงียบๆในวัดแบบนั้น .. ฝันนั้นพลันเป็นจริง 

โน้ตบุ๊คที่ติดมาด้วยมันรวนๆ อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี ยังดีที่ใช้มันเปิดอ่านพระไตรปิฏกฉบับ PDF ได้ เปิดฟังพระธรรมเทศนาของหลวงปู่วัดปากน้ำได้ เปิดฟังเสียงหลวงพ่อธัมมชโยนำนั่งสมาธิได้ .. ธรรมะก็เป็นที่สบาย

หลวงพี่อยู่ง่ายฉันง่ายอยู่แล้ว ทั้งผู้คนที่นี่ก็มักน้อยสันโดษไม่เอิกเริกเฮฮา เลยได้ทั้งอาหารและบุคคลเป็นที่สบายอีกด้วย .. ตามหลักสัปปายะสี่เลย

มีช่วงเวลาดีๆอย่างนี้เพราะท่าน .... (เติมคำในช่องว่างเองนะ) จัดให้ ก็ขอให้ท่านได้อานิสงส์ด้วย ส่วนท่านจะอนุโมทนาหรือไม่ก็อยู่ที่ตัวท่านเองแหละนะ



            หลังจากช่วงพักครึ่งเวลาและบทคั่นกลางเรื่องนี้แล้ว มาติดตาม เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล ภาคสวรรค์..เอ๊ย..ครึ่งหลังต่อกันเลย.. คราวนี้ว่ากันจนจบ ไม่จบไม่เลิกเขียนกันทีเดียวเชียว

            อ้อเกือบลืมเฉลยคำถามที่ถามค้างไว้ .. วัวผสมกับกระทิง ลูกออกมาเรียกว่าอะไร?

มีสองคำตอบ เลือกเอาตามความชอบใจนะ
วิง หรือ กระทัว .. อย่าไปซีเรียส




4 ก.พ 60 15:50  
โดยพระธาดา จรณธโร

ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์
(องค์กรสาธารณประโยชน์)




อ่านบทนำ - บทที่ 6ได้ที่ 
http://buddhisthotissue.blogsp ot.jp/2016/08/series_1.html


อ่านบทที่ 7 : ชีวิตคือการเดินทาง ได้ที่

อ่านบทที่ 8 : Been there .. Done that ..
http://buddhisthotissue.blogspot.sg/2016/08/8-been-there-done-that-series.html

อ่านบทที่ 9 : My way
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/9-my-way-series.html

อ่านบทที่ 10 : ซาโยนาระ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/10-series.html

อ่านบทที่ 11 : ชีวิตใหม่...ในเพศสมณะ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/11-series.html

อ่านบทที่ 12 : หนีเสือปะจระเข้
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/12-series.html

อ่านบทที่ 13 : จากเทือกเขาถนนธงชัยถึงสมุทรสงคราม
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/13-series.html

อ่านบทที่ 14 : อุ้มหัวใจไป...อุ้มผาง
http://buddhisthotissue.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 15 : อุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน รุ่นห้าแสน
http://myalphabet2016.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 16 : สำนักสงฆ์เขาวงพระจันทร์
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/16-series.html

อ่านบทที่ 17 : กุฏิไฟไหม้กับตอไผ่
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/17-series.html

อ่านบทที่ 18 : สารถีในฝัน
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/18-series.html

อ่านบทที่ 19 : เรื่องมันจำเป็น
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/10/19-series.html

อ่านบทที่ 20 : สมภารป้ายแดง
http://myalphabet2016.blogspot.com/2016/10/20-series.html

อ่านบทที่ 21 : Unseen น้ำตกทีลอซู
http://myalphabet2016.blogspot.com/2016/10/21-unseen-series.html

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 21 Unseen ทีลอซู (เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล The series)

เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล

โดยพระธาดา จรณธโร 
ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์ (องค์กรสาธารณประโยชน์)
......................................



         ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงน้ำตกทีลอซูอยากจะพูดถึงน้ำตกเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อ.." น้ำตกห้วยเลวา ".. เป็นน้ำตกซึ่งอยู่ระหว่างทางจากอุ้มผางไปกล้อทอ ที่จุดต่อระหว่างตำบลหนองหลวงกับตำบลแม่จัน เมื่อก่อนมีป้ายบอกทางไปน้ำตกแต่ต่อมาป้ายชำรุดเสียหายไป คนต่างถิ่นที่ผ่านไปมาเลยหมดโอกาสได้รู้ว่าตรงนี้มีน้ำตกอยู่ น้ำตกหินปูนแห่งนี้ขาไปค่อนข้างง่ายเพราะเดินลงเขาอย่างเดียวประมาณสามสี่ร้อยเมตร ในช่วงหน้าฝนน้ำตกนี้ถือว่าสวยทีเดียว เป็นแอ่งเป็นชั้นขนาดกำลังพอเหมาะให้ได้ชื่นชมธรรมชาติหรือลงไปเล่นน้ำ แต่ตอนขากลับนี่เอาเรื่องสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเพราะต้องเดินขึ้นเขาอย่างเดียวกว่าจะกลับมาถึงถนน ได้ออกแรงกันพอเหงื่อตก ..


น้ำตกห้วยเลวา


น้ำตกห้วยเลวา

น้ำตกห้วยเลวา

         สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้วพอพูดถึงอุ้มผางก็จะนึกถึงน้ำตกทีลอซู  หลังจากตั้งท่ามานานตั้งแต่ก่อนบวช ....ในที่สุดหลวงพี่ก็ไปถึงน้ำตกแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปี 2553 หลังจากอบรมอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อนเสร็จ เส้นทางไปทีลอซู “แบบปกตินั้น” (เดี๋ยวจะเล่าแบบ “พิเศษ” ให้ฟัง) เป็นถนนแยกออกจากทางหลวงหมายเลข 1288 หลังจากเลยหมู่บ้านเดลอคีไปหน่อยหนึ่ง เป็นถนนลูกรังเกือบตลอดเส้นระยะทาง 25 กิโลเมตร ยกเว้นตรงไหนที่สูงชันมากก็จะมีเทคอนกรีตหรือราดยางเป็นช่วงๆ ในหน้าแล้งรถกระบะธรรมดาก็ไปได้ แต่ทางขรุขระวิบากมาก สำหรับคนรักรถ ไม่แนะนำให้เอารถตัวเองเข้าไป เพราะกลับออกมารถช้ำแน่นอน ยิ่งถ้าฝนตกขึ้นมาละก็ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างเดียวเท่านั้น 

          เส้นทางสายนี้จะปิดปีละครั้งเมื่อเข้าฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม เพื่อให้ป่าฟื้นตัว และเจ้าหน้าที่คงเบื่อที่จะต้องไปลากรถที่ติดหล่มออกมา ในช่วงนี้ผู้ที่อยากไปเที่ยวทีลอซูก็สามารถไปได้ โดยล่องแพไปจากอุ้มผางแล้วไปขึ้นฝั่งที่ผาเลือดซึ่งเป็นจุดพักกลางทาง จากนั้นเดินเท้าไปตามถนนอีกประมาณสิบกิโลเมตร เมื่อไปถึงบริเวณที่ทำการแล้ว จะต้องเดินต่อไปอีกประมาณเกือบๆหนึ่งกิโลเมตรจึงจะถึงตัวน้ำตก แต่เป็นทางเดินคอนกรีตอย่างดีผ่านเข้าไปในป่า มีป้ายบอกชื่อของต้นไม้และอธิบายธรรมชาติติดอยู่ทั่วไป เนื่องจากตอนที่หลวงพี่ไปถึงทีลอซูครั้งแรกนั้นเป็นช่วงฤดูแล้งน้ำค่อนข้างน้อย แต่กระนั้นน้ำตกทีลอซูก็สวยงามยิ่งใหญ่อลังการมาก น้ำตกชั้นที่สูงที่สุดนั้นสูงหลายสิบเมตร วันนั้นเมื่อหลวงพี่มองขึ้นไปที่ยอดน้ำตกก็เห็นคนยืนอยู่ข้างบน หลวงพี่มองหาทางขึ้นไปบนยอดน้ำตกทันที เดินวนหาอยู่เป็นนานสองนานก็ไม่เจอ ในที่สุดต้องล้มเลิกความตั้งใจ แต่ก็คิดไว้ว่าสักวันหนึ่งต้องหาทางขึ้นไปข้างบนนั้นให้ได้



          หลวงพี่ไปอยู่ที่เขาวงพระจันทร์แล้วจึงได้รู้ว่า ห้วยกล้อทอซึ่งเป็นห้วยประจำหมู่บ้านนี่เองที่เป็นต้นน้ำของน้ำตกทีลอซู ถ้าเดินออกจากหมู่บ้านไปทางทิศเหนือผ่านทุ่งนาไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรก็จะถึงถ้ำซึ่งเป็นจุดกำเนิดของห้วยกล้อทอ เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่คล้ายๆอุโมงค์รถไฟ ชาวบ้านบอกว่าเมื่อก่อนมีน้ำและปลาเยอะมาก ภายหลังมีคนไปจับปลากินจนปลาเหลือน้อยเต็มที 


         เนื่องจากชาวบ้านใช้น้ำจากถ้ำแห่งนี้เป็นน้ำประปา จึงมีชื่อเรียกตามนั้นว่าถ้ำประปา ในฤดูร้อนปี 2554 ชาวบ้านได้นิมนต์ให้หลวงพี่ไปทำพิธีบวชถ้ำและป่าโดยรอบให้เป็นเขตอภัยทานไม่ให้มีการล่าสัตว์ จับปลา และตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป 

           ห้วยกล้อทอนี้ไหลผ่านกลางหมู่บ้านทำให้หมู่บ้านแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันออกที่เขาวงพระจันทร์อยู่และฝั่งตะวันตก มีท้องนาผืนใหญ่อยู่ทั้งสองฝั่งห้วยทำให้กล้อทอตะวันออกและตะวันตกอยู่ห่างกันพอสมควรเหมือนเป็นคนละหมู่บ้าน อีกทั้งที่ฝั่งตะวันตกก็มีอีกสำนักสงฆ์หนึ่งหลวงพี่จึงบิณฑบาตอยู่แต่เฉพาะฝั่งตะวันออกเท่านั้น ปีไหนถ้าฝนตกดีๆน้ำในห้วยจะท่วมขึ้นมาบนท้องนา เป็นการนำเอาปุ๋ยธรรมชาติมาเติมให้กับดิน ทำให้แม่จันปลูกข้าวได้ผลดีมาก





          เลยทุ่งนาถัดไปทางทิศใต้ของหมู่บ้านมีอีกชุมชนหนึ่งประมาณสิบกว่าหลังคาเรือนเรียกกันว่า “ฝั่งไทย” ตรงนี้มีสถานีตำรวจเก่าตั้งอยู่แต่ถูกปล่อยร้างมานานนน...มาก ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆก็เห็นสถานีตำรวจแห่งนี้แล้ว เป็นการยืนยันว่ากล้อทอเป็นหมู่บ้านเก่าแก่อายุนับร้อยปีทีเดียว สมัยก่อนคงมีข้าราชการและครอบครัวคนไทยอยู่ที่นี่จึงเรียกว่าฝั่งไทย

         ห้วยกล้อทอไหลผ่านท้องนาไปอีกเรื่อยๆจนกระทั่งถึงหมู่บ้านนุเซะโปล้ซึ่งเป็นชุมชนสุดท้ายก่อนที่จะไหลเข้าป่าลึกไปตกหน้าผากลายเป็นน้ำตกทีลอซู..หรือน้ำตกดำในภาษาปากะญอ




          และแล้ววันที่หลวงพี่จะได้มีโอกาสขึ้นไปยอดน้ำตกทีลอซูก็มาถึง มันไม่ใช่เส้นทางที่นักท่องเที่ยวทั่วไปจะมีโอกาสได้ไปกันหรอก .. ตอนนั้นอยู่ในช่วงกลางพรรษาหลวงพี่กำลังวางแผนว่าออกพรรษาแล้วจะพาพระธรรมธายาทไปเดินธุดงค์ที่ไหนดี หนึ่งในทางเลือกนั้นก็คือเดินไปตามห้วยกล้อทอไปถึงน้ำตกทีลอซู ค้างคืนที่ที่ทำการอุทยานสักคืนหนึ่ง แล้วเดินออกไปตามถนนที่นักท่องเที่ยวใช้กันเป็นปกติ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ต้องไปดูความเป็นไปได้ด้วยตนเอง จึงได้ติดต่อไปทางหมู่บ้านนุเซะโปล้ ปรากฎว่ามีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสามารถนำทางไปได้ มีช่วงหนึ่งจำเป็นต้องเดินข้ามน้ำค่อนข้างลึก แต่ในระยะนั้นมีฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน น้ำจึงเยอะมาก ไม่สามารถเดินข้ามน้ำตรงนั้นได้ต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง พอชาวบ้านทราบว่าหลวงพี่จะไปทีลอซูทางหัวน้ำตก บางคนก็ยิ้มๆแบบมีเลศนัย บางคนก็ทำหน้าเหมือนหวาดๆ แต่ทุกคนก็บอกว่าไปได้ไม่มีอันตราย ถามไปถามมาจึงทราบว่าเส้นทางนั้นโดยเฉพาะหน้าฝนมีทากชุกชุมมาก .. บอกตรงๆว่าหลวงพี่ก็ไม่ค่อยชอบนักหรอกที่จะให้ไอ้ตัวยืดๆพวกนี้มาเกาะตัวดูดเลือด แต่ความอยากไปดูเส้นทางให้เห็นกับตามีมากกว่า .. ไปก็ไป .. 

ทากดูดเลือด
ทากดูดเลือด


          เนื่องจากพอมีเวลาเตรียมตัว พวกเราจึงหาข้อมูลกันใหญ่เลยว่าจะป้องกันทากได้อย่างไร บางคนแนะนำว่าใช้ยาสูบแช่น้ำทา  สารถีของหลวงพี่เตรียมป้องกันตัวเต็มที่แบบเอาเปรียบพระนิดๆ เพราะใส่กางเกง สวมถุงเท้าอย่างหนาและยาวเกือบถึงเข่าแถมรองเท้าหุ้มข้อ ส่วนหลวงพี่กับพระพี่เลี้ยงที่ไปด้วยอีกรูปสองรูปไม่ได้เตรียมอะไรพิเศษ มีเสบียงไปฉันเพล หมวกปีกกว้างแทนร่ม กระติกน้ำ กล้องถ่ายรูปกับขาตั้งกล้องไปเท่านั้น และเพื่อความไม่ประมาทก็มีไฟฉายไปด้วยเผื่อไปมืดกลางทาง


ถุงเท้ากันทาก

           ถึงวันเดินทางหลังฉันเช้าแล้วพวกเราแวะไปรับผู้นำทางที่หมู่บ้านนุเซะโปล้แล้วนั่งรถต่อไปทางทิศตะวันตกอีกสี่ห้ากิโลเมตร ก็เจอสะพานข้ามห้วยกล้อทอ เมื่อจอดรถแล้วก็เริ่มเดินเท้ากัน จากจุดนี้เราจะต้องเดินไปอีก 9 กิโลเมตร โดยทั่วไปถ้าเดินสบายๆ คนปกติจะเดินได้ประมาณชั่วโมงละสี่กิโลเมตร แต่นี่เป็นทางในป่า ควรจะใช้เวลาสามสี่ชั่วโมง น่าจะไปทันฉันเพลที่น้ำตกพอดี ทางช่วงแรกเดินผ่านทุ่งข้าวโพดไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร แค่นี้ก็เริ่มรู้สึกถึงความยากลำบากแล้วเพราะหนทางเฉอะแฉะ บางช่วงก็ต้องลุยโคลนไป พอหมดไร่ข้าวโพดถึงราวป่ามีรั้วไม้ไผ่กันวัว 




          หนทางต่อจากนั้นไปคือป่าดงดิบ ไม่นานนักก็เจอห้วยกล้อทออยู่ทางซ้ายมือ น้ำใสไหลคดเคี้ยวไปในป่า บางช่วงมีโขดหิน บางครั้งก็มีต้นตะเคียนขนาดใหญ่ล้มเองตามธรรมชาติแช่น้ำอยู่ โดยทั่วไปสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบ ถ้ามีเนินก็ไม่ได้สูงชันอะไร มีต้นไม้ใหญ่พันธุ์อะไรบ้างหลวงพี่ก็ไม่รู้จักขึ้นเป็นระยะๆ สลับกับกอไผ่ซึ่งมีเยอะเป็นพิเศษ แต่ที่แน่ๆแถวนี้ไม่มีต้นสัก อาจเป็นเพราะระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเลเกือบพันเมตรไม่ใช่แบบที่ต้นสักชอบ 





          นานๆทีจะมีห้วยเล็กๆไหลลงเติมน้ำให้ห้วยหลักสักที ระหว่างทางหลวงพี่ไม่ได้สังเกตุเห็นสัตว์ป่าอะไรเลย ถ้าเจอก็คือวัว และแน่นอนไม่ใช่วัวป่า แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีนะ ได้ยินว่าที่หมู่บ้านนุเซะโปล้มีวัวที่เกิดจากการผสมพันธุ์กันระหว่างวัวบ้านและกระทิงป่า ลูกที่ออกมาจึงได้ลักษณะของทั้งพ่อและแม่และมีตัวใหญ่เป็นพิเศษ หลวงพี่เคยถามปัญหาลูกชายของผู้นำบุญหมายเลขหนึ่งซึ่งตอนนั้นมีอายุประมาณหกเจ็ดขวบว่า กระทิงกับวัวผสมกันลูกออกมาชื่อว่าอะไร หนุ่มน้อยคิดเอาจริงเอาจังเป็นนานสองนานก็ตอบไม่ได้ .. พวกเราลองทายกันดูนะ ทายกันสนุกๆ (ใส่ในคอมเม้นต์ท้ายบล็อกนี้ก็ได้) ไม่ต้องซีเรียส .. ตอนหน้าหลวงพี่จะมาเฉลย


           เดินมาได้ประมาณชั่วโมงหนึ่งเราก็ข้ามมาทางฝั่งซ้ายของห้วย ด้วยความชำนาญเส้นทางผู้ช่วยฯเดินนำหน้าไปค่อนข้างเร็ว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของคนเดินนำหน้า .. เพราะทากมันไม่ทันตั้งตัว .. ไม่นานนักหลวงพี่ก็ได้ยินพระที่อยู่ข้างหลังบอกว่า “พระอาจารย์ครับ ทากเกาะ” หลวงพี่ก้มลงไปดูก็เห็นจริงดังว่า จึงค่อยๆดึงมันออก แล้วก็พบว่าการดึงทากออกนั้นไม่ง่ายสักเท่าไหร่ พอเจอตัวที่หนึ่งเข้าจึงเริ่มสังเกตุ พอสังเกตุก็เริ่มเห็นว่า ตามเส้นทางนั้นมีไอ้ตัวกระหายเลือดนี้ชูตัวส่ายหาเหยื่ออยู่ตรงนั้นตัว ตรงนี้ตัว บางตัวที่อยู่นอกเส้นทางก็คลืบคลานเข้ามาให้เข้าใกล้ทางที่พวกเรากำลังเดินผ่านไป โดนทากเกาะตัวแรกๆทำให้ต้องพะวงคอยดูที่เท้าและที่ขาอยู่บ่อยๆ บางตัวมันเกาะสูงขึ้นมาถึงเกือบหัวเข่ามองไม่เห็น มารู้ตัวอีกทีก็ตอนมันอิ่มแล้วทิ้งตัวออกเพราะจะเจ็บจี๊ดพอให้รู้สึก แต่ที่แน่ๆก็คือแผลที่ทากกัดนั้นเลือดไม่ค่อยอยากหยุดไหลเท่าไหร่ พอโดนเกาะหลายๆตัวเข้าก็เริ่มชิน ไม่ค่อยสนใจมันแล้ว เห็นเมื่อไหร่ก็แกะออก ไม่เห็นก็แล้วไป ให้มันดูดจนอิ่มเดี๋ยวมันก็แยกทางไปเอง อีตอนที่มันชูคอรออยู่ตามพี้นดินนั้นตัวมันผอมชลูด ขนาดก้านไม้ขีดไฟนี่ก็ถือว่าใหญ่แล้ว แต่พอมันดูดเลือดเข้าไปจนอิ่มนี่ตัวมันขนาดสายให้น้ำเกลือทีเดียว .. พูดถึงขนาดตัวนะ ไม่ใช่ความยาว




          เราไม่ค่อยพักกันนักจนกระทั่งมาได้ค่อนทางก็พบถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่งข้างทาง มีรอยกองไฟอยู่ อาจเป็นที่พักของคนเลี้ยงวัวก็ได้ หลวงพี่เคยสัมภาษณ์พระธรรมทายาทรูปหนึ่งว่า ตอนเข้าป่าล่าสัตว์ก่อนมาบวชนั้นเตรียมอะไรไปบ้าง? ไปนอนอย่างไรในป่า? ท่านก็บอกว่า มีข้าว มีน้ำ มีปืนแค่นั้นเอง ง่วงตอนไหนมองหาทำเลที่ไม่รกเกินไปก็นอนตรงนั้นเลย ..ไม่เห็นเหมือนกับที่หลวงพี่อ่านในเพชรพระอุมา .. อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น ไม่กลัวงูเหลือมมานอนเป็นเพื่อนเรอะ ไม่กลัวเสือมาคาบเรอะ ไม่กลัว ฯลฯ เลยเรอะ? 




          แถวๆนี้เป็นป่าทึบ จริงๆแล้วมีสัตว์ป่าพอสมควร แต่เพราะพวกเรามากันหลายคนมีเสียงดัง พวกสัตว์ทั้งหลายจึงซ่อนตัวหรือหลบหนีไปก่อน เคยได้ยินผู้ที่เป็นไกด์นำเที่ยวน้ำตกทีลอซูเล่าให้ฟังว่าบางทีเดินเหยียบสิ่งที่คิดว่าท่อนไม้ แต่พอเหยียบแล้วพบว่ามันหยุ่นๆ ไม่แข็งกระด้าง พอตั้งใจมองดูจึงรู้ว่าที่คิดว่าเป็นต้นไม้นั้นที่ไหนได้ มันคืองูตัวเบ้อเริ่ม .. มันอาจจะกำลังนอนย่อยอาหารเพลินๆอยู่ จึงไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวให้ตกใจ


unseen น้ำตกทีลอซู

          เดินเลาะฝั่งซ้ายของห้วยกล้อทอมาอีกระยะหนึ่งลำห้วยก็ค่อยๆกว้างขึ้นไม่นานนักทางฝั่งนี้ก็สูงชันขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถไปต่อได้ ที่จุดนี้นี่เองที่เราต้องข้ามน้ำกลับไปฝั่งตรงกันข้าม เห็นแล้วจึงเข้าใจว่าทำใมถ้าน้ำเยอะกว่านี้จึงไม่สามารถข้ามไปได้ .. ห้วยช่วงนี้กว้างประมาณสิบกว่าเมตร มีแผ่นหินปูนเป็นทางเดินธรรมชาติอยู่ใต้น้ำลงไป บางช่วงลึกเกินเข่าขึ้นมาอีก กระแสน้ำก็ค่อนข้างแรงถ้าน้ำสูงกว่านี้สักคืบหนึ่งคงทรงตัวสู้กระแสน้ำไม่ไหวแน่ๆ และถ้าโดนน้ำพัดไปก็ไม่แน่ใจว่าจะหาที่เกาะได้ไหมก่อนจะพุ่งลงหน้าผาไปพร้อมๆกับสายน้ำ ดังนั้นตอนเดินข้ามน้ำช่วงนี้จึงค่อนข้างน่าตื่นเต้นระทึกขวัญทีเดียว พอข้ามมาได้เดินลัดเลาะริมน้ำไปนิดเดียวก็ถึง .. น้ำตกทีลอซู

           ก่อนจะชื่นชมน้ำตกให้สมใจเราหยุดพักฉันเพลกัน สารถีของเราซึ่งเดินมาค่อนข้างสบายไม่ต้องกังวลเรื่องทากพอถึงตรงนี้ก็ถอดรองเท้าออก พลันก็สังเกตุเห็นที่ถุงเท้ามีคราบเฉอะแฉะเป็นจ้ำๆ ด้วยความสงสัยจึงรีบถอดถุงเท้าออกเทลง ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เห็นนั้นคือทากตัวอ้วนๆ หล่นลงมาจากถุงเท้าหลายตัว คราบที่เห็นก็คือเลือดจากแผลที่โดดทากเจาะไว้นั่นเอง เจ้าตัวถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจและแปลกใจว่า “มันเข้าไปได้ยังไง?” มีคนเดียวที่รอดพ้นมาจากทากได้ก็คือผู้ช่วยฯนั่นเอง ด้วยเพราะเหตุสองประการ ข้อที่หนึ่งแกเดินนำหน้าและก้าวเร็ว คงจะรู้ด้วยว่าตรงไหนทากเยอะที่ต้องระวังเป็นพิเศษ และอีกข้อหนึ่งก็คือถุงเท้าที่ผู้ช่วยฯสวมนั้นหนามากและเนื้อละเอียดแน่นเป็นพิเศษ ทากไม่สามารถชำแรกแทรกตัวเข้าไปได้ ผิดกับถุงเท้าของสารถี ซึ่งเนื้อค่อนข้างหยาบ ตอนทากมันยังไม่ได้ดูดเลือดมันสามารถรีดตัวรอดเข้าไปได้สบายๆ 


          ถึงตอนนี้เราได้ความรู้เพิ่มเติมว่าทากที่เราเจอนั้นเป็นประเภทเบสิกคืออยู่กับพื้น ถ้าไม่ไปเหยียบหรือโดนตัวมันเข้ามันจะเกาะมาไม่ได้ ยังมีอีกพันธุ์หนึ่งเป็นระดับแอดวานซ์คือทากดีด มันจะเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ เมื่อมีเหยื่อผ่านมามันจะดีดตัวเข้าใส่ ในป่านี้ก็มีแต่อยู่อีกเส้นทางหนึ่ง .. พวกเราอยากไปเจอพวกมันกันมั้ย?


          ฉันเสบียงที่เตรียมมาแบบง่ายๆเสร็จก็ถึงเวลาสำรวจน้ำตก พบว่าด้านบนของน้ำตกทีลอซูนี้ จะว่าไปแล้วเหมือนกับมีน้ำตกระดับห้วยเลวาอีกหลายแห่งด้วยกัน น้ำตกย่อยๆเหล่านี้ด้วยตัวของมันเอง ถ้าไปอยู่ที่อื่นก็สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำท้องถิ่นนั้นๆได้เลย แต่พอมาอยู่ที่นี่มันเป็นได้แค่ตัวประกอบเท่านั้น ตรงช่องหลักที่น้ำกระโจนลงหน้าผานั้นน้ำไหลแรงมากทีเดียว มีก้อนหินอยู่ด้านข้างและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่จีงพอมีที่ยืนและเกาะได้ พอจะชะโงกหน้าลงไปดูความสวยงามอลังการของสายน้ำ ที่ทิ้งตัวลงไปกระแทกอ่างน้ำเสียงครืนครั่นด้านล่าง ละอองน้ำจากน้ำตกลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณน้ำตก จะว่าไปแล้วมีส่วนคล้ายน้ำตกเหวนรกที่เขาใหญ่เพียงแต่ที่นี่สูงกว่าและกว้างกว่าหลายเท่าตัว


น้ำตกทีลอซู ที่มา https://goo.gl/hB65EW




          เมื่อเราสำรวจด้านบนของน้ำตกจนพอใจแล้วหลวงพี่ถามผู้ช่วยฯว่ารู้จักทางลงไปด้านล่างไหมและถ้าลงไปจะกลับขึ้นมาทันออกจากป่าก่อนมืดหรือเปล่า ? 

           คำตอบก็คือ.......ถ้ารีบๆหน่อยก็ทัน 

           ไม่รอช้าพวกเราเดินตามผู้ช่วยฯลงไปทันที ทางลงจากหัวน้ำตกนี้ถ้าอยู่ข้างบนก็คือเลาะเข้าไปในราวป่าทางด้านซ้ายลงมา ระหว่างทางเป็นดงต้นไม้สูงใหญ่ มีช่วงหนึ่งมีลิงอยู่บนยอดไม้ลิบๆเป็นฝูง เมื่อเห็นพวกเราและมั่นใจว่าพวกเราทำอะไรมันไม่ได้ มันก็ทำแบบที่ลิงชอบทำคือ เขย่ากิ่งไม้ยั่วเย้าท้าทาย ก็ดีเหมือนกันเดินป่ามาขนาดนี้ได้เห็นสัตว์ป่าบ้าง เราใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีก็ลงมาถึงลานปูนจุดชมวิวหลัก หลวงพี่รู้แล้วว่าทำใมเมื่อตอนมาครั้งแรกจึงหาทางขึ้นไปหัวน้ำตกไม่เจอ ก็มันไม่ได้อยู่บริเวณน้ำตก แต่ถึงก่อนหน่อยหนึ่งทางด้านขวา และแน่นอนไม่มีป้ายบอกเป็นการชี้โพรงให้กะรอก เราใช้เวลาตรงนี้ไม่นานนักก็เริ่มเดินทางย้อนกลับไปทางเดิม ขากลับนี้ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย ไม่ค่อยมีใครสนใจทากกันแล้ว เกาะได้เกาะไป ถ้าเห็นจึงค่อยแกะออก เมื่อหลุดออกจากราวป่ามาถึงไร่ข้าวโพดก็เย็นมากแล้ว เนื่องจากทางเป็นโคลนจึงมีทากพรางตัวอยู่ในโคลนเกาะดูดเลือดเพลินอยู่ ถึงเวลาที่จะได้ดึงมันออก ปรากฎว่าเมื่อนั่งรถกลับถึงเขาวงพระจันทร์แล้ว จู่ๆหลวงพี่ก็รู้สึกแปล๊บที่หน้าท้องเมื่อเปิดดูจึงพบว่ามีทากจิ๋วซึ่งดูดเลือดอิ่มแล้วสลัดตัวออกมา ก่อนดูดเลือดมันคงตัวเหมือนเส้นดายเพราะขนาดมันอิ่มแล้วตัวมันยังเท่ากับหนังยางยืดเท่านั้น หลวงพี่โยนมันไว้แถวๆหน้าออฟฟิสนั่นแหละ ไม่มีอารมณ์จะพามันกลับไปส่งในป่าหรอก ใจหนึ่งก็เสียวๆว่ามันจะมาแพร่พันธุ์แถวนี้มั้ย ..

            ผลจากการไปสำรวจเส้นทางครั้งนี้ นอกจากเป็นประสบการณ์ล้ำค่าสมกับที่ได้มาอยู่ป่าแล้ว หลวงพี่ก็สรุปได้ว่าการพาธรรมทายาทไปเดินธุดงค์เส้นทางนี้คงไม่เหมาะแน่ 




           หวนนึกถึงตอนเดินขึ้นยอดภูเขาไฟฟูจิ จำได้ว่าเมื่อกลับมาถึงอพาร์ทเม้นท์ เนื้อตัวมีแต่ฝุ่นทรายภูเขาไฟซึ่งมันแทรกซึมเข้าไปทุกที่ ขนาดเลนส์กล้องถ่ายรูปเมื่อหมุนโฟหัสยังมีเสียงแกรกๆเพราะฝุ่นทราย ต้องส่งไปล้างที่ศูนย์เสียเงินไปหลายตังค์ หลวงพี่คิดว่าชาตินี้เดินขึ้นยอดภูเขาไฟฟูจิครั้งเดียวก็พอแล้ว .. แต่อีกแค่สองอาทิตย์ให้หลังมีเพื่อนจากเมืองไทยมาเยี่ยมและอยากจะเดินขึ้นยอดภูเขาไฟเป็นอย่างมาก หลวงพี่ไม่ชอบขัดใจคน (จริงๆนะ ถ้าไม่จำเป็นไม่ขัดใจหรอก) ปีนั้นเลยเดินขึ้นยอดฟูจิเสียสองรอบ ขอยืนยันว่าถ้าจะมีครั้งที่สามก็ต้องไม่ใช่เป็นการเดินขึ้นแน่นอน หลังจากอยู่อุ้มผางหกปีเดินขึ้นลงเขาเป็นว่าเล่น ตอนนี้หัวเข่าชักไม่ค่อยดี ถนอมเอาไว้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิดีกว่า


         การเดินป่าไปหัวน้ำตกทีลอซูก็เช่นกัน หลวงพี่คิดว่าครั้งเดียวก็พอแล้ว ทีไหนได้ให้หลังมาอีกสามสี่ปีหลวงพี่ได้ไปอีกครั้งหนึ่ง คราวหลังนี้ไปกันเป็นคณะใหญ่เลย มีทั้งลูกศิษย์ทั้งหญิงทั้งชาย มีพระเณรลูกวัดและแถมด้วยพระเพื่อนๆจากวัดพระธรรมกายอีกสองสามรูป เนื่องจากตอนไปครั้งแรกนั้นหลวงพี่ใช้ GPS บันทึกเส้นทางไว้จึงไม่ต้องให้ใครนำทางไป แต่กระนั้นก็โดน GPS หลอกให้หลงทางอยู่ช่วงหนึ่ง ประกอบกับหยุดพักบ่อยมากไปหน่อย ตามแผนเราจะต้องไปฉันเพลที่หัวน้ำตกแต่ปรากฎว่าต้องแวะฉันกลางทาง กว่าจะไปถึงน้ำตกก็สองสามโมงเย็น คำนวณดูแล้วถ้ากลับทางเดิมเป็นมืดกลางป่าแน่ ไม่สนุกเลยเพราะเป็นคืนเดือนมืดและคราวนี้ไม่ได้เตรียมไฟฉายไปด้วย  จึงเดินลงไปที่ทำการอุทยาน แต่พบว่าแม้จะพอมีที่พักแต่ไม่สามารถหาเครื่องนอนและอุปกรณ์กันยุงได้ เนื่องจากเป็นหน้าฝนถนนปิด จะให้รถเข้ามารับก็ไม่ได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจเดินออกทางถนนในคืนนั้น ถึงจะไกลกว่ามากแต่มันก็ยังเป็นถนน ไม่ใช่ป่าทึบเหมือนทางที่เรามา โชคยังดีที่โทรศัพท์ไปแจ้งรถที่รอรับอยู่ที่เลยนุเซะโปล้ไปได้ ไม่งั้นอาจมีคนเดือดร้อนเข้าไปตามหาพวกเราในป่า ..ใช่แล้ว 25 กิโลเมตรกลางป่าในคืนเดือนมืด .. น้ำดื่มหมดไปตั้งแต่เย็น ไม่มีอาหารหรือปานะ เราเดินกันในความมืดตลอดทั้งคืน หลวงพี่ให้ใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ทีละเครื่องจนแบตหมดทุกเครื่อง จากนั้นลูกวัดได้ช่วยกันทำคบเพลิงจำเป็นจากไม้ไผ่ข้างทางให้ความสว่างว็อบๆแวมๆ 



           เดินไปเรื่อยๆ ระยะทางแค่นั้นเราควรจะใช้เวลาสักห้าหกชั่วโมง เราเริ่มเดินออกมาตอนหัวค่ำ กลางดึกก็ควรจะถึงปากทาง แต่ด้วยความเหนื่อยเมื่อยล้าอ่อนเพลียกระหายน้ำ บางคนเดินไปก็พักไป พระเณรท้องถิ่นที่คล่องตัวหน่อยท่านเดินจ้ำพรวดหายไป นึกว่าหายไปไหน .. ท่านไปนอนรออยู่ช่วงที่ถนนแห้งๆโน่น พอพวกที่เดินช้ามาถึงท่านก็เหมือนเดิม จ้ำพรวดไปนอนรอข้างหน้าอีก .. กว่าจะเจอหลักกิโลเมตรสักทีนานหายห่วง เดินไปค่อนคืนนึกว่าจะถึงปากทาง ที่ไหนได้ถึงแค่ผาเลือด พักเอาแรงกันหน่อยเพราะพอมีที่เอนหลัง แล้วก็เดินกันต่อ พอใกล้ถึงปากทางก็เช้าพอดีมีสัญญาณโทรศัพท์ เลยโทรเรียกสามทหารเสือแม่กลองให้มารับ


          .. ตอนมาถึงปากทางเห็นรถโยมมารอรับอยู่ดีใจแทบแย่ ยิ่งมีน้ำมาให้ดื่มด้วยยิ่งซาบซึ้งใจเข้าไปใหญ่ การไปชมทีลอซูของเราครั้งนี้เป็นระยะทางสามสิบกว่ากิโลเมตร ใช้เวลายี่สิบกว่าชั่วโมง และ .. เดินอย่างเดียว .. 


          ขึ้นยอดภูเขาฟูจิอาจมีครั้งที่สาม ถ้ามีรถหรือฮ.ไปส่ง แต่การเดินไปหัวน้ำตกทีลอซูทางนุเซะโปล้นั้น .. สองครั้งก็เกินพอแล้ว .. 




7 ต.ค. 59 20:16 
โดยพระธาดา จรณธโร

ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์
(องค์กรสาธารณประโยชน์)




อ่านบทนำ - บทที่ 6ได้ที่ 
http://buddhisthotissue.blogsp ot.jp/2016/08/series_1.html


อ่านบทที่ 7 : ชีวิตคือการเดินทาง ได้ที่

อ่านบทที่ 8 : Been there .. Done that ..
http://buddhisthotissue.blogspot.sg/2016/08/8-been-there-done-that-series.html

อ่านบทที่ 9 : My way
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/9-my-way-series.html

อ่านบทที่ 10 : ซาโยนาระ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/10-series.html

อ่านบทที่ 11 : ชีวิตใหม่...ในเพศสมณะ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/11-series.html

อ่านบทที่ 12 : หนีเสือปะจระเข้
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/12-series.html

อ่านบทที่ 13 : จากเทือกเขาถนนธงชัยถึงสมุทรสงคราม
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/13-series.html

อ่านบทที่ 14 : อุ้มหัวใจไป...อุ้มผาง
http://buddhisthotissue.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 15 : อุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน รุ่นห้าแสน
http://myalphabet2016.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 16 : สำนักสงฆ์เขาวงพระจันทร์
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/16-series.html

อ่านบทที่ 17 : กุฏิไฟไหม้กับตอไผ่
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/17-series.html

อ่านบทที่ 18 : สารถีในฝัน
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/18-series.html

อ่านบทที่ 19 : เรื่องมันจำเป็น
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/10/19-series.html

อ่านบทที่ 20 : สมภารป้ายแดง
http://myalphabet2016.blogspot.com/2016/10/20-series.html

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 20 สมภารป้ายแดง (เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล The series)

เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล

โดยพระธาดา จรณธโร 
ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์ (องค์กรสาธารณประโยชน์)
......................................




         หลังจากการอบรมอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อนตามนโยบายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว หลวงพี่ก็มีทีมงานในท้องถิ่นขึ้นทันทีไม่นับโยมป้าจากแม่สอด ก็ผู้ที่ผ่านการบวชอุบาสิกาแก้วนั่นแหละ ในตัวเมืองอุ้มผางมีโยมแม่ครัว ที่หมู่บ้านแม่กลองใหม่นั้น นอกจากผู้นำบุญหมายเลขหนึ่งแล้วมีกำลังหลักอีกสองท่าน หลวงพี่เรียกรวมๆว่า “สามทหารเสือแม่กลองใหม่” เพราะตั้งแต่ต้นจนทุกวันนี้ทั้งสามท่านก็เหนียวแน่นช่วยงานพระศาสนาด้วยดีมาโดยตลอด ที่แม่จันเองก็มีทีมงานที่เข้มแข็งอีกหลายท่าน ถัดจากแม่จันไป 3 กิโลเมตรมีหมู่บ้านชื่อ "นุเซะโปล้" ที่นี่ก็มีอุบาสิกาแก้วที่มาช่วยงานหลวงพี่ตลอดมาอีกเหมือนกัน และมีที่กระจายกันอยู่ตามหมู่บ้านอื่นๆอีกพอสมควร โดยเฉพาะโยมป้านั้นมาปักหลักช่วยเลย นานๆจึงจะกลับบ้านที่แม่สอดสักที นอกจากนั้นก็ได้หลานสาวของผู้นำบุญหมายเลขหนึ่งมาเป็นอาสาสมัครช่วยงานทั่วไปเป็นลูกมือของโยมป้า คนนี้แหละที่หลวงพี่(ใจร้าย)ใช้ให้ไปดับเครื่องปั่นไฟในถ้ำตอนกลางคืน


        เนื่องจากในวัดตอนนั้นยังไม่มีที่ให้ผู้หญิงพัก โยมป้าต้องไปอาศัยนอนที่บ้านชาวบ้านใกล้ๆวัด ส่วนน้องอาสาสมัครกางเต๊นท์นอนใต้ศาลา ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างบ้านให้โยมป้าอยู่ที่ท้ายครัว ใช้เวลาสร้างวันเดียวเสร็จ ยังกับพระอินทร์เนรมิต ต่อมาบ้านน้อยหลังนี้กลายเป็นที่พักของผู้หญิงที่มาช่วยงานวัด แม้จะสร้างวันเดียวเสร็จแต่ได้อาศัยใช้งานมันมาได้ถึงสี่ห้าปีจึงได้รื้อออกสร้างใหม่

        หลวงพี่ยังได้ขอยืมตัวพนักงานคนหนึ่งที่วัดพระธรรมกายซึ่งรู้จักระบบระเบียบโดยเฉพาะวัฒนธรรมชาวพุทธการปัดกวาดเช็ดถูของวัดพระธรรมกายอย่างดีมาเป็นพี่เลี้ยงให้น้องอาสาสมัครอีกสองสามอาทิตย์ ด้วยหวังจะวางรากฐาน เรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบตามแบบอย่างวัดพระธรรมกาย








          พระจากกองวางแผนฯท่านมาช่วยอยู่ระยะหนึ่งก็กลับวัดไปรับภารกิจอื่น จึงเหลือหลวงพี่กับพระพี่เลี้ยงรูปเดิมตั้งแต่จัดอบรมอุบาสิกาแก้วอยู่สองรูป



   กิจวัตรประจำวัน  

         กิจวัตรประจำวันของหลวงพี่ก็ง่ายๆ มีผู้รับผิดชอบตีระฆังปลุกตีสี่ครึ่ง ซึ่งหลวงพี่จะตื่นขึ้นมาสแตนด์บายเสมอเผื่อมือตีระฆังลืมปลุกนาฬิกา (ก็มีเหมือนกันนะ) หลังจากเก็บที่นอนล้างหน้าล้างตาแล้วทุกคนที่อยู่ในวัดจะมาพร้อมกันที่ศาลาตอนตีห้าเพื่อทำวัตรเช้าและนั่งสมาธิจนถึงหกโมงเช้า จากนั้นหลวงพี่จะออกบิณฑบาต เนื่องจากแม่จันเป็นตำบลที่ปลูกข้าวได้ผลดี พอส่งขายเลี้ยงได้ทั้งอำเภออุ้มผาง 





         
          การบิณฑบาตจึงได้ข้าวสุกมาจำนวนมากพอควร ส่วนกับข้าวนั้นไม่พอเลี้ยงสมาชิกทุกคนในวัด โยมป้าจึงรับหน้าที่แม่ครัวจำเป็น ในภายหลังเมื่อโครงการบวชเข้าพรรษาเริ่มต้นแล้ว โยมแม่ครัวที่อุ้มผางได้ส่งลูกน้องฝีมือดีเป็นคนพม่ามาเป็นแม่ครัวประจำ

          หลวงพี่จัดให้มีการทำบุญทุกวันพระในช่วงสายๆ ซึ่งในช่วงที่ยังไม่ถึงฤดูลงไร่นา ชาวบ้านพร้อมใจกันมาทำบุญกันอุ่นหนาฝาคั่งทีเดียว พิธีกรรมก็พยายามปรับให้เหมาะสม โดยตั้งโต๊ะไว้ที่ด้านท้ายศาลาหนึ่งตัววางบาตรเปล่าเอาไว้สามสี่ใบ แม้ชาวบ้านจะมากันทุกเพศทุกวัยหอบลูกจูงหลานมาด้วย หลวงพี่จะพยายามนำนั่งสมาธิเสมอ ช่วงเวลาสั้นบ้างนานบ้างแล้วแต่โอกาส แล้วจึงอาราธนาศีลกล่าวคำถวายสังฆทาน จากนั้นเจริญพุทธมนต์บทอิติปิโส และถวายพรพระ พอขึ้นบทพาหุงฯก็เป็นที่รู้กัน ชาวบ้านนำโดยผู้อาวุโสที่สุดจะลุกขึ้นไปตักข้าวสวยใส่บาตรเปล่าที่วางไว้ ส่วนกับข้าวนั้นมีโต๊ะแยกรวบรวมไว้ต่างหาก คนที่ใส่บาตรเสร็จจะทยอยกันกลับมานั่งที่ เมื่อเทศน์เสร็จก็สวดให้พร โดยทางวัดเตรียมชุดกรวดน้ำไว้ให้สี่ห้าชุด ชาวบ้านบางส่วนเตรียมอุปกรณ์กรวดน้ำมาเอง เป็นอันเสร็จพิธีทำบุญวันพระ ซึ่งโดยรวมแล้วใช้เวลาประมาณเกือบๆหนึ่งชั่วโมง 





        ในช่วงกลางคืนของวันพระนั้นชาวบ้านโดยเฉพาะหนุ่มสาวจะพากันมาวัดเพื่อจุดเทียนบูชาพระพุทธรูปตามจุดต่างๆ คือพระยืนที่สนามหญ้า พระสีวลี พระพุทธรูปในศาลาฤาษี พระบนถ้ำ รวมถึงเจดีย์ด้วย แล้วก็รวมตัวพูดคุยกันที่ศาลาหอระฆัง นานๆทีจะมีคนตีระฆังดังเหง่งหง่าง .. เป็นบรรยากาศแบบดั้งเดิมที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน 

         ภารกิจในการชวนคนบวชเป็นช่วงค่ำเพราะตอนกลางวันชาวบ้านไม่ค่อยอยู่บ้านกัน ช่วงอบรมอุบาสิกาแก้วนั้นมีครูศูนย์เด็กเล็กสองคนเป็นเพื่อนสนิทและไปอบรมด้วยกัน คนหนึ่งอยู่หมู่บ้านกล้อทอ อีกคนหนึ่งอยู่หมู่บ้านนุเซะโปล้ ในการจัดอุปสมบทหมู่ครั้งแรกที่เขาวงพระจันทร์นั้น ถือว่าคุณครูทั้งสองคนนี้เป็นกำลังสำคัญในการออกชวนคนบวชเลย 

          ลืมบอกไป อุ้มผางเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใหญ่กว่าหลายจังหวัดด้วยซ้ำไป แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา และตำบลแม่จันเป็นตำบลที่ใหญ่ที่สุดของอุ้มผาง มีสิบกว่าหมู่บ้าน บางหมู่บ้านนั้นไกลจนไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในตำบลเดียวกัน เช่นหมู่บ้านแม่จันทะ อยู่เกือบถึงอำเภอสังขละบุรีของจังหวัดกาญจนบุรีทีเดียว เข้าหน้าฝนเมื่อไหร่ก็ลืมไปได้เลยเพราะถนนหนทางเป็นหล่มโคลน ขนาดรถ 4x4 ธรรมดา ถ้าไม่ได้ยกสูงใส่ล้อตะขาบแล้วก็ยังไปไม่ได้

          เนื่องจากคุณครูทั้งสองเป็นคนท้องถิ่น จึงพาหลวงพี่และทีมงานไปแทบจะทุกหมู่บ้านเลย ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนเราก็บุกกันไปทุกที่ สารถีแก้วก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี บางทีเราออกไปชวนคนบวชกว่าจะกลับมาถึงเขาวงพระจันทร์ก็ดึกๆดื่นๆ แต่จะนอนดึกแค่ไหนถ้าไม่อ่อนเพลียจริงๆพอตีสี่ครึ่งก็จะตื่นกันเป็นปกติ โชคดีที่หลวงพี่เลิกเหล้าบุหรี่ได้ตั้งแต่ตอนอายุน้อยๆ ชอบเล่นกีฬาและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้สุขภาพค่อนข้างดี ไม่ค่อยจะเจ็บป่วยอะไร 

           ทั้งๆที่ออกชวนคนบวชแต่เนิ่นๆก่อนโครงการเริ่มเป็นเดือนๆ แต่สิ่งที่หลวงพี่พบก็คือการชวนคนบวชโดยเฉพาะบวชกันยาวตลอดพรรษานั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ เพราะที่นี่เป็นสังคมเกษตรกรรม ช่วงหน้าฝนคือช่วงทำนาทำไร่ บางสัปดาห์ออกชวนทุกคืนแต่ไม่มีใครสมัครเลย ได้ใบสมัครบวชมาแต่ละใบนี่ ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็ต้องบอกว่าดีใจยังกับถูกล็อตเตอรี่

...............................................................................
          จนกระทั่งอีกอาทิตย์เดียวจะถึงวันรายงานตัวของธรรมทายาทอยู่แล้ว ยังได้ใบสมัครบวชไม่ถึงสิบใบ หลวงพี่จึงเรียกประชุมอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อนให้ลุยทำหน้าที่กันให้เต็มที่ ราวกับปาฏิหาริย์ ถึงวันเปิดโครงการมีชายหนุ่มชาวอุ้มผางมาเข้าโครงการกันประมาณห้าสิบกว่าคน และอยู่จนกระทั่งเข้าพิธีอุปสมบทหมู่ 44 รูปด้วยกัน
...................................................................................

         แม้ก่อนบวชหลวงพี่จะทำงานด้านการอบรม และเมื่อบวชแล้วก็ทำการเทศน์สอนอยู่บ่อยๆ แต่การอบรมพระหลายสิบรูปติดต่อกันหลายๆเดือนก็พึ่งเคยครั้งนี้แหละ เป็นที่รู้กันในวงการคณะสงฆ์ถึงความท้าทายของการจัดอบรมบวชเข้าพรรษา ยิ่งการอบรมของวัดพระธรรมกายมีเป้าหมายในการปลูกฝังสัมมาทิษฐิให้ผู้เข้ารับการอบรม ให้เป็นเนื้อนาบุญเป็นอายุพระพุทธศาสนา ให้เข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยหลักสูตรที่ส่วนกลางจัดให้มานั้นจึงแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระ ซึ่งหลวงพี่รับหน้าที่เทศน์สอนเองทั้งหมด แต่ผู้ที่เข้าอบรมนั้นบางคนฟังภาษาไทยไม่ออก พูดไทยเสร็จแล้วต้องให้พระพี่เลี้ยงแปลต่อเป็นภาษาท้องถิ่นอีก กว่าจะอบรมกันจบโครงการถึงออกพรรษานี่เรียกว่าบักโกรก ทั้งพระอาจารย์และพระพี่เลี้ยง





            เนื่องจากมีพระธรรมทายาทจำนวนค่อนข้างมาก นอกจากที่หมู่บ้านกล้อทอแล้วหลวงพี่จึงเปิดสายบิณฑบาตไปโปรดโยมที่หมู่บ้านใกล้เคียงด้วย โดยเอารถออกไปส่งพระส่วนหนึ่งลงที่หมู่บ้านนุเซะโปล้ แล้วรถก็พาพระที่เหลือไปบิณฑบาตต่อที่หมู่บ้านทีจอชี ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกสิบกว่ากิโลติดกับห้วยแม่จัน แม้ระยะทางไม่ไกลมากแต่หนทางเป็นหลุมเป็นบ่อขับเร็วไม่ได้ ชุดที่นุเซะโปล้เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้วจึงเดินกลับเลย แม้จะเป็นระยะทางถึงสามกิโลเมตรเศษแต่ก็ถึงวัดก่อนชุดที่ไปทีจอชีจะกลับมาถึง ในช่วงที่มีการอบรมทางชาวบ้านแม่จันจะหมุนเวียนกันหุงข้าวมาส่ง มีแม่ครัวของเราทำกับข้าวเสริมอีกให้พอสำหรับทั้งพระธรรมทายาทและทีมงานทุกคนในวัด





          เนื่องจากถนนในสำนักสงฆ์เขาวงพระจันทร์เป็นลูกรัง เมื่อฝนตกมากๆเข้า ถนนก็เริ่มเป็นหล่มโคลน สัญจรไปมาไม่สะดวก งบประมาณที่ทางวัดพระธรรมกายให้มานั้นเพียงพอสำหรับเรื่องภัตตาหารและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆเท่านั้น หลวงพี่จึงต้องหาทุนมาทำถนนเอง และนี่แหละคือสิ่งที่หลวงพี่หนักใจที่สุด


  เพราะงานระดมทุนหรือบอกบุญนั้น  
  เป็นสิ่งที่หลวงพี่ไม่ถนัดเอามากๆ  

         ตั้งแต่เข้าวัดมาส่วนใหญ่ก็ทำบุญเอง ที่ไปชวนคนอื่นทำนั้นเป็นส่วนน้อย ด้วยอัธยาศัยขี้เกรงใจ แม้แต่เป็นประธานกองกฐินตอนอยู่ญี่ปุ่นก็เหมือนกัน เป็นปัจจัยส่วนตัวของหลวงพี่เกือบทั้งหมด เมื่อศึกษาธรรมะมากขึ้นหลวงพี่จึงเข้าใจว่า หลวงพี่สร้างบุญด้านบริวารสมบัติมาไม่ดีเอง นึกถึงฆฏิการ (อ่านว่า คะ-ติ-กา-ระ)ที่เฝ้าเพียรพยายามชวนโชติปาละเพื่อนรักให้ไปพบพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะโดนปฏิเสธหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่ล้มเลิกความพยายาม แต่หลวงพี่ไม่มีอัธยาศัยอย่างนั้น พอต้องมาทำงานใหญ่ที่ต้องอาศัยทีมงานจึงเหนื่อยมากทีเดียว ใครไม่อยากเป็นเหมือนหลวงพี่ก็ขยันชวนคนทำความดีกันนะ 

         พูดถึงเรื่องบอกบุญเลยนึกถึงเพื่อนคนมาเลเซียที่เดินขึ้นยอดเขาฟูจิด้วยกันขึ้นมาได้ เธอเป็นคนมัธยัสถ์มาก จะใช้จ่ายซื้อหาอะไรก็จะเดินถามเปรียบเทียบราคาหลายร้านจนมั่นใจว่าได้ราคาที่ถูกที่สุดแล้วจึงซื้อ เมื่อตอนบอกบุญเธอนั้นหลวงพี่เพียงแค่อยากให้เพื่อนได้ทำบุญ จึงเล่าถึงวัตถุประสงค์และอานิสงส์ของการทอดกฐินและบอกไปว่าที่หลวงพี่ปวารณาทำนั้นเท่าไหร่ บอกเธอไปว่าไม่ต้องซีเรียส จะทำแค่ไหนก็แล้วแต่ เอาเท่าที่สบายใจ วันที่เธอเอาปัจจัยทำบุญมามอบให้หลวงพี่นั้นเธอออกตัวยกใหญ่ว่าไม่ค่อยมีเงิน แต่สำหรับเพื่อนและการทำบุญแล้วเธอยินดี หลวงพี่รับซองมาก็พบว่ามันค่อนข้างหนาทีเดียว เมื่อเปิดออกนับต้องบอกว่าอึ้งไปเลย มันเป็นธนบัตรญี่ปุ่นใบละหมื่นเยนหลายสิบใบ! หลวงพี่จึงบอกว่าเธอเป็นคนมัธยัสถ์ ไม่ใช่คนขี้เหนียว 

         เนื่องจากไม่เคยจัดทอดผ้าป่าเองเลย แต่ด้วยความจำเป็นต้องหาปัจจัย จำได้ว่าออกแบบใบบอกบุญเองซึ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ถนัดเอามากๆ วิชาที่หลวงพี่ทำคะแนนได้แย่มาแต่เด็กคือวิชาคัดลายมือและที่เกี่ยวกับศิลปะทั้งหมด เรื่องลายมือนี้หลวงพี่คิด(แบบปลื้มนิดๆ)ว่าลายมือหลวงพี่คล้ายๆลายมือหมอ พวกเราเคยเห็นเวลาหมอเขียนสั่งยาหรือลงบันทึกการตรวจรักษามั้ย? อ่านยากจริงๆ เคยแอบถามนางพยาบาลและผู้ที่อยู่ห้องจ่ายยาว่าที่หมอเขียนสั่งมานั้นอ่านออกหมดมั้ย นางพยาบาลตอบว่าบ่อยครั้งก็อ่านไม่ออกเหมือนกัน อ้าว.. แล้วจัดยาถูกได้ยังไง?


         ถึงเวลาจะแจกซองก็นึกถึงญาติโยมได้ไม่กี่คน มีอดีตธรรมทายาทรุ่นเนื้อนาบุญที่ลาสิกขาไปแล้ว กับผู้ที่นิมนต์หลวงพี่ไปเทศน์สอนเป็นหลัก เช่นญาติโยมที่ภูเก็ต อาจารย์ที่ AIT และน้องผู้ประสานงานอีกคนหนึ่งที่นิมนต์หลวงพี่ไปเทศน์บ่อยๆ ที่เหลือก็ให้โยมป้ากับอดีตอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อนช่วยกันไปบอกบุญ ตอนแรกตั้งใจจะเทคอนกรีต แต่พอทอดผ้าป่าเสร็จนับยอดปัจจัยแล้ว ทำได้แค่หาลูกรังมาถมเท่านั้น

          เคยได้ยินมาว่ามีวัดบางวัด วันทอดผ้าป่าหรือกฐิน มีเจ้าหนี้มาคอยเลย ส่วนใหญ่เป็นร้านวัสดุก่อสร้าง ได้เป็นเจ้าอาวาสเองไม่กี่เดือนหลวงพี่ก็เริ่มทราบซึ้งถึงภาระของการเป็นสมภาร มันมีรายจ่ายรอบด้านจริงๆ ทั้งค่าน้ำมันเพื่อการเดินทางและปั่นไฟ ค่าบำรุงรักษาอาคารสถานที่ยานพาหนะเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ตอนที่ยืมสถานที่วัดบนจัดอบรมอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อนนั้น พอจบโครงการแล้วเคลียร์งบประมาณกับทางวัดพระธรรมกายเสร็จแล้วก็จบกันจนกว่าจะมีโครงการใหม่ แต่พอมาเป็นเจ้าอาวาสแล้ว งบสนับสนุนจากวัดพระธรรมกายไม่มีแล้วในช่วงที่ยังไม่มีโครงการใหม่แต่รายจ่ายนั้นมีต่อเนื่อง เริ่มมีชาวบ้านเอาลูกมาบวชเณรเพิ่มขึ้นทีละองค์สององค์ พระพี่เลี้ยงบางรูปท่านมีศรัทธาบวชอยู่ช่วยงานต่อ สมาชิกในวัดจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี) แม่ครัวก็ยังต้องจ้าง รถยนต์ก็ต้องใช้ และอีกสารพัด 

          เนื่องจากหลวงพี่เกิดมา .. พูดได้เต็มปากแบบไม่อายว่า .. ในครอบครัวคนจน เคยเห็นปัญหาที่เกิดจากการมีรายได้ไม่พอรายจ่าย จำได้ว่าเป็นเจ้าอาวาสมาหกปี เคยเอ่ยปากขอยืมเงินโยมอยู่ครั้งหนึ่ง จากนั้นหลวงพี่ก็ตั้งใจไว้เลยว่าอุตส่าห์มาบวชแล้วหลวงพี่จะไม่ยอมเป็นหนี้เด็ดขาด จึงตั้งใจบริหารเรื่องการเงินอย่างเต็มที่ จนบางครั้งบางคนไม่เข้าใจก็จะว่าหลวงพี่กระเหม็ดกระแหม่เกินเหตุ (เขาเรียกว่ามัธยัสถ์น่ะ บางคนเข้าใจว่าการใช้จ่ายเต็มที่ เลี้ยงไม่อั้นคือการไม่ขี้เหนียว อันนั้นหลวงพี่ว่าเขาทำกันนานๆทีนะ ในโอกาสพิเศษ ถ้าทำกันทุกวันนั่นต้องเป็นเศรษฐี) แต่เรื่องนี้หลวงพี่มีจุดยืนชัดเจน มีน้อยใช้น้อย มีมากก็ใช้อย่างระมัดระวัง 

          อีกทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโวท่านสอนเสมอว่าทำงานพระศาสนาต้องทำตัวเหมือน ไม้ใหญ่ที่กินน้ำน้อย หลวงพี่จึงพยายามทำตามโอวาทครูบาอาจารย์ 

           ถ้าพอมีปัจจัยหลวงพี่ยินดีลงทุนเงินก้อนเพื่อการประหยัดในระยะยาว (เช่นการติดกังหันลมเพื่อปั่นไฟชาร์จแบตเตอรี่)อุปกรณ์ข้าวของและเครื่องมือที่จัดหามาใช้ในวัดนั้น ยกเว้นแต่คราวไม่มีเงินจริงๆ (เหมือนตอนที่ต้องซื้อเครื่องปั่นไฟสองจังหวะที่ทำจากจีนแดงนั้น) หลวงพี่พยายามใช้ของดีๆที่ทนไม้ทนมือใช้งานได้นาน เพราะฉะนั้นหลวงพี่จึงค่อนข้างซีเรียส เมื่อพบการใช้ข้าวของอย่างไม่ระมัดระวัง ปล่อยปละละเลยให้เกิดการเสียหายหรือสูญหาย เรื่องการรักษาดูแลข้าวของเครื่องใช้นี้ ต้องเทศน์ต้องสอนกันไม่ว่างเว้น

          ในบททำวัตรเย็นของพระภิกษุสามเณร มีข้อความส่วนหนึ่งว่า ..


 ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย .. 


           สงสัยหลวงพี่จะเคยบวชเป็นพระมาหลายชาติ นอกจากเรื่องที่มีลายมือคล้ายลายมือหมอแล้ว หลวงพี่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ติดตัวมาก็คือความเป็นผู้อยู่ง่ายฉันง่าย  สมัยเด็กๆ บางมื้อมีไข่ต้มลูกเดียวขยำๆกับข้าวสุกเหยาะน้ำปลาหน่อยก็อยู่ได้แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโวท่านสอนไว้ก็คือ .. ไม่สำคัญว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ที่สำคัญคือเหลือเท่าไหร่ .. เมื่อต้องบริหารให้รายจ่ายมันน้อยกว่ารายรับ หลวงพี่จึงตั้งงบประมาณค่าอาหารแบบพอเพียงจริงๆ บางช่วงมีสมาชิกในวัดร่วมยี่สิบชีวิตแต่หลวงพี่มีงบประมาณให้แม่ครัววันละสองสามร้อยบาทเท่านั้น 


นโยบายที่มอบให้แม่ครัวคือ
ให้ทุกคนอิ่ม 
แต่ไม่ให้เหลือทิ้งขว้า 

          แต่ละมื้อมีกับข้าวสองสามอย่างก็พอแล้ว เพราะมีป่าอยู่โดยรอบก็ได้อาศัยวัตถุดิบจากธรรมชาติตามฤดูกาลเข้ามาช่วยด้วย เห็ดบ้าง หน่อไม้บ้าง ชะอมบ้าง ชาวบ้านเอาผักฟักแฟงแตงกวามาถวายบ้าง เรื่องที่จะมี เนื้อ หมู ไก่ เป็นชิ้นเป็นอันนั้นต้องบอกว่านานๆที แม่ครัวอาศัยโปรตีนเกษตรที่ทำจากถั่วเหลืองหรือหัวบุกแทน ต้องชมว่าแม่ครัวเก่งมากสามารถทำตามนโยบายได้ตามงบประมาณที่ให้ไป ส่วนเรื่องปานะของพระเณรนั้นหลวงพี่มีกฏิกาชัดเจนคือ ถวายปานะวันละครั้งตอนห้าโมงเย็น โดยแต่ละรูปจะได้โควต้านมกล่องวันละสองกล่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแล็คตาซอย เพราะเจ้าของบริษัทใจบุญ จัดหามาได้ในราคาที่ต่ำกว่ายี่ห้ออื่นในท้องตลาดมาก

          หลวงพี่คิดเสมอว่าเรื่องการเป็นอยู่ขบฉันของหลวงพี่และทีมงานที่อุ้มผางนี้ ต้องถือว่าดีกว่าที่วัดปากน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่ท่านมีแต่มะละกอเป็นอาหารหลัก หรือในยุคที่ครูบาอาจารย์บุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกายก็ตาม เรื่องภัตตาหารการขบฉันท่านก็มีแค่พออยู่กันได้ หลวงพี่อยู่แบบนี้มาตลอดสามสี่ปีแรกไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร 


..................................................
หลวงพี่บอกญาติโยมเสมอว่า 
ตราบใดที่หลวงพี่ยังหาทุนมาทำงานพระศาสนาได้
หลวงพี่ก็จะอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปเรื่อยๆ 
ยกเว้นจะมีคำสั่งมาให้หลวงพี่ไปทำงานอื่น 
แต่หมดทุนเมื่อไหร่
หลวงพี่ก็คงต้องกลับวัดพระธรรมกาย
เพราะ......

อิณา ทานัง ทุกขัง โลเก
ความเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก 
..................................................


         การทำงานของหลวงพี่ที่อุ้มผางนั้น แม้จะหาทุนมาทำงานได้เรื่อยๆ แต่ก็เป็นแบบฉิวเฉียด บางครั้งปัจจัยจะหมดย่ามอยู่แล้วนึกไม่ออกว่าจะไปหาทุนที่ไหน ก็หลับตาทำสมาธิอธิษฐานบอกครูบาอาจารย์ว่าลูกตั้งใจมาทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ขอให้มีทุนทำงานไปได้ตลอดอย่าได้สะดุดหยุดชะงัก 


         แล้วก็มหัศจรรย์จริงๆ รอดตัวมาได้ทุกครั้ง มีครั้งหนึ่งปัจจัยใกล้หมดเต็มที จู่ๆเพื่อนคนที่อยู่มาเลเซียก็ส่งอีเมล์มา ไม่อ้อมค้อมเธอขอหมายเลขบัญชีธนาคารของหลวงพี่แล้วก็โอนเงินมาให้เฉยๆอย่างนั้นแหละ โดยที่หลวงพี่ไม่ได้เอ่ยปากแต่อย่างไร (That’s what friends are for!) มีครั้งหนึ่งก็หวุดหวิดมากใกล้ออกพรรษาแล้วแต่ก็อีกเป็นเดือนกว่าจะทอดกฐิน ปัจจัยที่เหลืออยู่ไม่พอแน่นอน หลวงพี่ก็ทำเหมือนเดิมคืออธิษฐานบอกครูบาอาจารย์ แล้วก็เป็นที่อัศจรรย์อีก โยมแม่ของธรรมทายาทคนหนึ่งเกิดศรัทธาถวายปัจจัยกฐินล่วงหน้ามาอย่างไม่ได้คาดฝัน และเงินก้อนนั้นก็เพียงพอจนกระทั่งถึงวันทอดกฐินพอดี แต่หลวงพี่ไม่ได้ชะล่าใจหวังพึ่งปาฏิหาริย์แบบนี้อย่างเดียวหรอกนะ อย่างที่บอก บริหารกันเต็มที่ทีเดียว

            หลวงพี่มานึกทบทวนแล้วก็บอกญาติโยมเสมอว่า นี่ถ้าไม่ได้บวชที่วัดพระธรรมกายจะมาทำงานอย่างนี้คงจะไม่ไหว เพราะเราทำงานเชิงรุกจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เรื่องนี้ไม่เคยลืมตัวเผลอนึกว่าตัวเองเก่งกาจ หาทุนได้ด้วยตนเองแต่อย่างไร อาศัยบารมีครูบาอาจารย์ทั้งนั้น 

           ไม่ถึงกับมีเหลือเฟือหรอกแต่ก็เพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนงานพระศาสนาให้เดินหน้าไป ตามมโนปนิธานของหมู่คณะ ..



29 ก.ย. 59 17:54 
โดยพระธาดา จรณธโร

ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์
(องค์กรสาธารณประโยชน์)




อ่านบทนำ - บทที่ 6ได้ที่ 
http://buddhisthotissue.blogsp ot.jp/2016/08/series_1.html


อ่านบทที่ 7 : ชีวิตคือการเดินทาง ได้ที่

อ่านบทที่ 8 : Been there .. Done that ..
http://buddhisthotissue.blogspot.sg/2016/08/8-been-there-done-that-series.html

อ่านบทที่ 9 : My way
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/9-my-way-series.html

อ่านบทที่ 10 : ซาโยนาระ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/10-series.html

อ่านบทที่ 11 : ชีวิตใหม่...ในเพศสมณะ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/11-series.html

อ่านบทที่ 12 : หนีเสือปะจระเข้
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/12-series.html

อ่านบทที่ 13 : จากเทือกเขาถนนธงชัยถึงสมุทรสงคราม
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/13-series.html

อ่านบทที่ 14 : อุ้มหัวใจไป...อุ้มผาง
http://buddhisthotissue.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 15 : อุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน รุ่นห้าแสน
http://myalphabet2016.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 16 : สำนักสงฆ์เขาวงพระจันทร์
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/16-series.html

อ่านบทที่ 17 : กุฏิไฟไหม้กับตอไผ่
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/17-series.html

อ่านบทที่ 18 : สารถีในฝัน
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/18-series.html

อ่านบทที่ 19 : เรื่องมันจำเป็น
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/10/19-series.html

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 19 เรื่องมันจำเป็น (เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล The series)

เขาว่าหลวงพี่เป็น...ผู้มีอิทธิพล

โดยพระธาดา จรณธโร 
ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์ (องค์กรสาธารณประโยชน์)
......................................


         ภารกิจหลักของหลวงพี่ในช่วงแรกนี้ก็คือการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับการบวช และการออกชวนผู้มีบุญมาบวช



          เนื่องจากหลวงพี่ไม่มีความรู้เรื่องการก่อสร้างเลย แถมงบประมาณก็จำกัด อาคารโรงนอนธรรมทายาทที่สร้างขึ้นจึงไม่มีแบบ มันมีขนาดประมาณ 5x30 เมตร มีที่นอนสองด้าน เอาเท้าหันเข้าหากัน ฝาผนังทำจากผ้าพลาสติกกรองแสงหรือที่เรียกว่าซาแลน (ไม่รู้ที่มาของคำนี้จริงๆว่ามาจากภาษาอังกฤษหรือเปล่า)  ตรงกลางเว้นไว้เป็นทางเดิน ดูคล้ายๆที่พักคนงานตามไซท์ก่อสร้าง แต่ชาวบ้านก็ได้ช่วยกันทำจนเสร็จ อยู่ในสภาพที่ ”พักได้” พื้นก็เอาไม้กระดานวางไว้บนตงเฉยๆไม่ได้ตอกตะปู ถ้าใครเดินลงเท้าหนักๆหน่อยจะสะเทือนไปทั้งหลัง หลังคามุงใบตองตึงและเตี้ยมาก เวลาคนสูงๆเดินต้องก้มหัวหลบคาน  ส่วนห้องน้ำนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งทักว่ามันเป็นหน้าวัดไม่ควรมี หลวงพี่จึงไม่ได้สร้างตรงใกล้ๆโรงนอนนั้น แต่มาสร้างบริเวณห้องน้ำเดิมท้ายศาลาใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 6 ห้อง และสร้างบ่อปูนขนาดประมาณ 2.5 x 4 เมตรไว้ยืนอาบน้ำกัน ถ้าจำไม่ผิดใช้ใต้ศาลาใหญ่เป็นที่ตากจีวรในร่มถ้ามีฝนตก การเตรียมสถานที่ไว้รองรับธรรมทายาทก็ถือว่าเรียบร้อยในระดับหนึ่ง




        เนื่องจากการอบรมพระจำนวนมากต้องใช้พี่เลี้ยงหลายรูป ทางวัดจึงมีนโยบายให้จัดบวชพระที่จะมาทำหน้าที่พี่เลี้ยงเป็นการเฉพาะ หลวงพี่จึงให้ปรับกุฏิไฟไหม้มาใช้  วิธีการก็ง่ายมาก รื้อชั้นสองที่โดนไฟไหม้ออก ส่วนด้านล่างเป็นโครงสร้างก่ออิฐฉาบปูนก็ให้คงไว้ แล้วสร้างหลังคามุงด้วยใบตองตึง ก็เป็นอันว่ามีที่พักให้ทีมพระพี่เลี้ยงแล้ว ส่วนอาคารเอนกประสงค์นั้นปรับเป็นสำนักงาน และหลวงพี่ก็พักอยู่ในนั้นด้วย กลางคืนจะจำวัตรก็เอาเบาะ หมอน ผ้าห่มออกมาจากตู้ กางมุ้งครอบเข้าที่หน้าโต๊ะทำงาน ตื่นตีสี่ครึ่งก็เก็บเครื่องนอนเข้าตู้ ทำอย่างนี้อยู่ห้าปี ไม่มีงบและเวลาสร้างที่พักส่วนตัว


กุฏิไฟไหม้ ก่อนปรับปรุงเป็นที่พักพระพี่เลี้ยง

          เนื่องจากโยมพ่อเก่งเรื่องเครื่องยนต์กลไกอยู่แล้ว เมื่อท่านย้ายกลับมาจากทองผาภูมิ ท่านจึงให้หลวงพี่เรียนในสิ่งที่ท่านไม่ชำนาญ ท่านส่งให้หลวงพี่เรียนซ่อมวิทยุโทรทัศน์ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ตอนเรียนมัธยม และเรียนไฟฟ้ากำลังตอนเข้าเรียนช่างกล

          ความรู้เรื่องไฟฟ้าและอีเลคทรอนิคส์ที่ .. พ่อให้มา .. นี่แหละ หลวงพี่ได้เอามาใช้ตลอดชีวิต และนึกไม่ถึงเลย ยิ่งบวชเป็นพระไปอยู่อุ้มผางแล้วได้ใช้คุ้มเลย ..

          พร้อมๆกันไปกับภารกิจอื่นๆนั้นหลวงพี่ก็ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากกับเรื่อง ไฟฟ้า ประปาและโทรศัพท์

          แรกๆที่ไปอยู่เขาวงพระจันทร์นั้น เวลาจะใช้อินเตอร์เน็ตต้องให้สารถีขับรถจากแม่จันย้อนกลับไปทางอุ้มผาง 10 กิโลเมตร จะถึงจุดที่สามารถรับคลื่นโทรศัพท์ได้ หรือไม่ก็ต้องเดินขึ้นดอยพระบาทแต่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพราะตอนนั้นไม่มีทางรถขึ้นไป แม้ส่วนหนึ่งก็ชอบที่ไม่มีโทรศัพท์เพราะไม่ค่อยมีเรื่องกวนใจ แต่เพราะต้องติดต่อประสานงาน ดาวน์โหลดข้อมูลและส่งรายงานบ่อยๆ หลวงพี่จึงไปติดต่อองค์การโทรศัพท์ขอติดตั้งระบบโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม นอกจากค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ต้องวางมัดจำไว้แล้ว หลวงพี่ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละสามพันบาท แถมชุดโทรศัพท์ดาวเทียมนี้ก็ต้องมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยง จึงมาถึงโจทย์ข้อต่อไปคือเรื่องของไฟฟ้า




          ชาวบ้านเขามีโซล่าเซลล์กันบ้านละแผงจากโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของกระทรวงพลังงาน ว่ากันว่าวันไหนแดดดีๆจะมีไฟพอดูละครหลังข่าวได้ และมีชุดแผงโซล่าเซลล์พร้อมแบตเตอรี่อย่างดีประจำหมู่บ้านตรงข้ามกับสำนักสงฆ์เป็นของสาธารณะ เพื่อชาวบ้านจะได้เอาแบตมาชาร์จ แต่เนื่องจากเป็นของส่วนกลางขาดคนรับผิดชอบและขาดการบำรุงรักษาที่ถูกต้อง ตอนหลวงพี่ไปถึงชุดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประจำหมู่บ้านราคาแพงนี้ก็อยู่ในสภาพที่ใช้งานแทบไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีน้ำกลั่นในแบตเตอรี่เลยสักลูกเดียว น่าเสียดายแบตเตอรี่อย่างดีที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบโซล่าเซลล์โดยเฉพาะ

        หลวงพี่ลองคำนวณความต้องการการใช้ไฟฟ้าภายในวัด แล้วติดต่อบริษัทขายโซล่าเซลล์ให้ทำใบเสนอราคามา ได้เห็นราคาแล้วหลวงพี่พับโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในวัดทันที

.................................


         หลวงพี่เริ่มด้วยการขอยืมเครื่องปั่นไฟจากสาธารณสุขตำบล ใช้ปั่นไฟตอนทำวัตรเช้าและเย็นซึ่งหลวงพี่กระจายเสียงจากลำโพงบนภูเขาไปทั่วหมู่บ้านด้วย ตอนขึ้นไปติดตั้งลำโพงบนยอดเขา หลวงพี่ต้องขึ้นไปเองเพื่อเลือกตำแหน่งติดตั้งและต่อสายลำโพง การขึ้นไปบนนั้นน่าหวาดเสียวมากทีเดียว เพราะมันเป็นหน้าผาชันดิ่ง 90 องศา ต้องอาศัยเกาะต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นไป มีอยู่จุดหนึ่งเมื่อจะข้ามจากต้นไม้ไปที่ภูเขา ต้องปล่อยมือจากกิ่งไม้ก่อน แล้วก้าวข้ามอากาศไปถึงก้อนหินจึงจะขึ้นไปยอดภูเขาได้ แต่เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว จะเห็นวิวหมู่บ้านท้องนาป่าเขาสวยงามทีเดียว ข้างบนนี้ชาวบ้านไม่ยอมให้ผู้หญิงขึ้นไปเด็ดขาด


         ระบบกระจายเสียงบนยอดเขาที่หลวงพี่ติดตั้งไว้นี้ ยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน ทางการมีเรื่องราวอะไรที่จะประกาศถึงชาวบ้านก็อาศัยเครื่องเสียงของเขาวงพระจันทร์นี่แหละเป็นหลัก หลวงพี่พยายามปลูกฝังนิสัยตรงต่อเวลาให้ทุกคนในวัด การตีระฆังต้องตรงเวลาเป๊ะ ระฆังปลุกตอนเช้าคือตีสี่ครึ่ง ซึ่งในฤดูหนาวอุณหภูมิบางเช้าต่ำกว่าสิบองศาก็ไม่เคยว่างเว้น หลวงพี่ให้นโยบายคนในวัดว่า ต้องให้ชาวบ้านได้ยินเสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นทุกวันและตรงเวลา คือได้ยินเสียงพระสวดมนต์ทำวัตรเช้าก็มั่นใจได้เลยว่าตีห้าพอดี ทำวัตรเย็นก็หกโมงครึ่งพอดีเหมือนกัน

         หลวงพี่เปิดเครื่องปั่นไฟจนจบช่วงที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านลงสอน แต่เสียงเครื่องปั่นไฟมันดังมาก เลยต้องเอามันลงไปไว้ในถ้ำเล็กๆใต้บันใดที่เดินขึ้นหอระฆัง มันเป็นเครื่องแบบมือหมุนสตาร์ท จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นใครเป็นคนติดเครื่องแต่ตอนสามทุ่มให้น้องอาสาสมัครผู้หญิงเป็นคนไปดับ .. น้องก็ใจเด็ดเหมือนกันไปดับเครื่องในถ้ำมืดๆคนเดียว แน่นอนที่สุด ของที่ขอยืมนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่นานนักสาธารณสุขก็ขอเครื่องปั่นไฟคืน

          เพราะปัจจัยมีจำกัดแต่รายจ่ายสารพัด หลวงพี่จึงซื้อเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กใช้เครื่องยนต์สองจังหวะทำในประเทศจีนมาเพราะราคาถูกดี แต่ปรากฎว่าเสียงมันดังแสบแก้วหูและควันเหม็นมาก ทันทีที่สตาร์ทเจ้าเครื่องนี้ต้องถามตัวเองทุกครั้งว่าเรามาอยู่ป่าเขาทำใม ในเมืองก็มีเสียงหนวกหูและควันเหม็นๆแบบนี้! แถมอัตราซดน้ำมันก็เกินตัว ประมาณชั่วโมงละลิตร ตอนนั้นในเมืองเบนซินลิตรละประมาณสี่สิบบาท ที่อุ้มผางน้ำมันแพงกว่าที่แม่สอดลิตรละสามบาท แน่นอนถ้าซื้อน้ำมันที่แม่จันก็แพงกว่าที่อุ้มผางอีก ก็พยายามปั่นไฟให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

         แต่จะทำอย่างไรดีให้ระบบโทรศัพท์ใช้งานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องปั่นไฟตลอดเวลา? หลวงพี่แก้ปัญหาด้วยการชาร์จไฟเก็บไว้ในแบตเตอรี่ตอนปั่นไฟ พอดับเครื่องปั่นไฟอินเวอร์เตอร์จะเปลี่ยนไฟแบตเป็นไฟ 220 โวลท์โดยอัตโนมัติเพื่อเลี้ยงระบบโทรศัพท์ หลักการเดียวกับ UPS ที่เราใช้กับคอมพิวเตอร์นั่นแหละ เพียงแต่มีแบตอยู่ภายนอก และหลวงพี่ยังลงทุนติดตั้งกังหันลมบนยอดเขา ใช้ไฟฟ้าฟรีจากพลังงานลมมาชาร์จแบตอีกทางหนึ่ง ด้วยวิธีนี้ก็สามารถประหยัดค่าน้ำมันไปได้พอสมควร ที่สำคัญคือไม่ต้องทนฟังเสียงและดมควันเจ้าเครื่องปั่นไฟบ่อยเกินไป ตอนลำเลียงชุดกังหันลมขึ้นไปบนยอดเขาก็อาศัยเยาวชนชายและชาวบ้านมาช่วยกัน แม้จะพยายามลดเวลาการปั่นไฟแบบสุดๆแล้ว หลวงพี่ต้องจ่ายเฉพาะค่าน้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้าประมาณเดือนละห้าพันบาท

เครื่องปั่นไฟดีเซลขนาด 5 กิโลวัตต์


         แล้วก็ปรากฎว่าระบบน้ำที่ว่าเทศบาลยินดีมาเติมให้นั้น มันไม่เป็นไปอย่างที่คาด เพราะเทศบาลก็มีงานสารพัด ไม่ได้ว่างมาเติมน้ำให้ทุกครั้งที่แจ้งไป บางครั้งก็ต้องรอหลายวัน อย่างนี้แย่แน่ ต้องหาวิธีแก้ไข ในที่สุดก็พบว่ามีบ่อน้ำอยู่ริมนาข้าวในหมู่บ้าน ห่างลงไปประมาณสองสามร้อยเมตร และมีระดับต่ำกว่าสำนักสงฆ์อยู่สิบกว่าเมตร หลวงพี่จึงให้วางท่อน้ำเดินสายไฟและติดปั๊มน้ำเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ที่สำนักสงฆ์ เครื่องปั่นไฟเครื่องแรกจ่ายไฟให้ปั๊มน้ำไม่ไหว คราวนี้ต้องลงทุนซื้อเครื่องปั่นไฟดีเซลขนาด 5 กิโลวัตต์ เพื่อให้ใช้งานทุกอย่างได้พร้อมๆกัน แต่แม้กระนั้นเจ้าเครื่องนี้ก็ใช้งานอยู่ได้ปีเศษๆเท่านั้นก็ต้องเริ่มซ่อม ยกไปซ่อมแต่ละทีใช้เวลาเป็นเดือน ท้ายสุดจึงต้องเอาเครื่องยนต์แบบที่ใช้กับรถไถแบบเดินตามมาฉุดไดนาโม แต่ก็มีปัญหาเพราะวิธีนี้ไม่มีระบบควบคุมระดับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ ปรับจนได้แรงดันไฟ 220 แล้วพอเปิดปั๊มน้ำปั๊บไฟตกวูบ พาลทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆมีอายุการใช้งานลดลงตามไปด้วย

.................................




          ในการออกไปชวนคนบวชในหมู่บ้านลึกๆตามป่าตามเขา และภายหลังในการออกไปจัดเทศน์สอนนอกสถานที่ บ่อยครั้งต้องเอาเครื่องขยายเสียง โปรเจคเตอร์ และเครื่องปั่นไฟไปด้วย เจ้าเครื่องแรกก็เริ่มรวนจึงต้องซื้อเครื่องปั่นไฟเบนซินอีกหนึ่งเครื่อง คราวนี้ใช้เครื่องยนต์สี่จังหวะก็ดีขึ้นหน่อย มันเป็นเครื่องสำรองด้วยเวลาเครื่องดีเซลมีปัญหา เครื่องนี้มีคนชอบมายืมใช้ หลายไม้หลายมือเข้าไม่นานก็พังอีก .. เฮ้อ




         โชคดีที่แม่จันมีอากาศเย็นตลอดปี ตู้เย็นจึงไม่มีความจำเป็น บางอย่างที่จำเป็นจริงๆก็แช่ไว้ในถังใส่น้ำแข็ง ถ้าต้องมีตู้เย็นซึ่งต้องใช้ไฟตลอดเวลา การใช้ไฟจากแบตเตอรี่ที่ชาร์จเก็บไว้จากพลังลมและตอนปั่นไฟคงไม่พอแน่นอน

         ส่วนแสงสว่างตอนกลางคืนช่วงที่ไม่ได้ปั่นไฟนั้น หลวงพี่ย้อนนึกไปถึงสมัยเด็กๆที่อาศัยอยู่กับคุณตาคุณยายซึ่งมีอาชีพขายขนมตอนกลางคืนที่ป้ายรถเมล์โดยใช้แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุ พวกเราหลายคนอาจไม่เคยเห็น มันเป็นตะเกียงมีหลอดแก้วทรงกระบอก ภายในคือไส้หลอดมีลักษณะคล้ายๆถุงผ้า ด้านล่างเป็นที่ใส่น้ำมันก๊าด ก่อนใช้ต้องปั๊มความดันให้ถังน้ำมันก๊าด เมื่อติดไฟแล้วสว่างจ้าทีเดียว แต่ต้องคอยปั๊มลมอยู่เสมอ จากนั้นก็ไม่เคยใช้ตะเกียงเจ้าพายุอีกเลยนับหลายสิบปี แต่หลวงพี่ก็ไปหามาจนได้จากร้านอุปกรณ์แค้มปิ้ง

ตะเกียงเจ้าพายุ

         มันเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก จังหวัดตากมีเขื่อนภูมิพลซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าเหลือขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน แถมค่ายผู้อพยพที่อุ้มเปี้ยมก็มีไฟฟ้าใช้ แต่คนไทยในอุ้มผางซึ่งอยู่ในจังหวัดตากนั้นต้องรอใช้ไฟฟ้าจากเขื่อนภูมิพลกันนานแสนนาน

          กว่าการไฟฟ้าภูมิภาคจะเดินไฟมาถึงแม่จัน หลวงพี่ก็มีเครื่องปั่นไฟสี่เครื่อง แถมกังหันลมบนยอดเขาอีกหนึ่งตัว แบตเตอรี่หลายลูก อินเวอร์เตอร์และเครื่องชาร์จแบตอีกหลายเครื่อง

          เรื่องมันจำเป็นทั้งนั้น .. กว่าจะจัดการระบบน้ำไฟโทรศัพท์ให้ใช้งานได้ลงตัวก็หืดขึ้นคอ ไม่ต้องพูดถึงปัจจัยในย่าม ที่ล้วงแล้วล้วงอีก และการบำรุงรักษาซ่อมแซมที่ตามมา


  หลวงพี่เริ่มเข้าใจความรู้สึกของการเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ..


7  ก.ย. 2559 19:36
โดยพระธาดา จรณธโร

ประธานมูลนิธิธรรมชาติพิสุทธิ์
(องค์กรสาธารณประโยชน์)




อ่านบทนำ - บทที่ 6ได้ที่ 
http://buddhisthotissue.blogsp ot.jp/2016/08/series_1.html

อ่านบทที่ 7 : ชีวิตคือการเดินทาง ได้ที่

อ่านบทที่ 8 : Been there .. Done that ..
http://buddhisthotissue.blogspot.sg/2016/08/8-been-there-done-that-series.html

อ่านบทที่ 9 : My way
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/9-my-way-series.html

อ่านบทที่ 10 : ซาโยนาระ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/08/10-series.html

อ่านบทที่ 11 : ชีวิตใหม่...ในเพศสมณะ
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/11-series.html

อ่านบทที่ 12 : หนีเสือปะจระเข้
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/12-series.html

อ่านบทที่ 13 : จากเทือกเขาถนนธงชัยถึงสมุทรสงคราม
http://buddhisthotissue.blogspot.jp/2016/09/13-series.html

อ่านบทที่ 14 : อุ้มหัวใจไป...อุ้มผาง
http://buddhisthotissue.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 15 : อุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน รุ่นห้าแสน
http://myalphabet2016.blogspot.com/2016/09/14-series.html

อ่านบทที่ 16 : สำนักสงฆ์เขาวงพระจันทร์
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/16-series.html

อ่านบทที่ 17 : กุฏิไฟไหม้กับตอไผ่
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/17-series.html

อ่านบทที่ 18 : สารถีในฝัน
http://myalphabet2016.blogspot.jp/2016/09/18-series.html